พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2567
คนเราทุกคนย่อมมีความทุกข์กันทั้งนั้น และเมื่อมีความทุกข์แล้ว ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องหาทางแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ แต่บ่อยครั้งสิ่งที่ผู้คนทำมันไม่ได้ช่วยแก้ทุกข์หรือดับทุกข์เลย กลับทำให้ทุกข์เพิ่มมากขึ้น คือทุกข์เดิมก็ไม่ได้หายไปไหน แถมยังมีทุกข์ใหม่เกิดขึ้น
นึกอย่างง่ายๆ คนที่กินเหล้าแล้วก็เมาค้าง ปวดหัว หรือว่าคลื่นไส้อาเจียน วิธีแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ของคนจำนวนไม่น้อยเลยก็คือว่าถอน คือกินเหล้าเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่อาการที่ว่าเมาค้างนี้ เกิดจากการกินเหล้า แต่พอมีอาการเมาค้าง วิธีแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ของผู้คนก็คือกินเหล้าเข้าไปอีก เรียกว่าถอน มันจะทำให้อาการที่ว่าหายไป แต่ก็ชั่วขณะ
แต่การที่กินเข้าไป เพิ่มเข้าไปอีก มันก็ทำให้ร่างกายก็แย่ลง มีโอกาสที่จะเกิดเมาค้างได้อีก แล้วก็หนักกว่าเดิม แถมยังมีปัญหาเพิ่ม เช่น เสียเงินเสียทอง หรือว่าเมามายเข้าไปอีก
ที่จริงก่อนที่จะเมาค้าง มันก็มีความทุกข์เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว คือตอนที่มีความอยาก อยากกินเหล้า จะเห็นว่าคนที่ติดเหล้ามาก่อน ความอยากพอมันเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดความทุกข์ขึ้นมา แล้วคนส่วนใหญ่พอมีความอยากแล้วรู้สึกทุกข์ ก็ดับทุกข์ด้วยการสนองความอยาก ก็คือกินเหล้าเข้าไป กินไปแล้วความอยากอาจจะหายไป เพราะได้รับการตอบสนองแล้ว
แต่ว่ามันไม่ได้หายจริง เพราะว่าต่อไปความอยากก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะกินเหล้าเข้าไปทำให้ติดหนัก ติดมากกว่าเดิม ก็มีความอยากรบกวนจิตใจมากกว่าเดิม ทุกข์เดิมไม่ได้หาย ทุกข์ใหม่ก็ตามมา เสียเงินเสียทอง เสียสุขภาพ รวมทั้งทำให้ติดหนักขึ้น แม้จะไม่ติดเหล้า
ไม่ถูกความอยากกินเหล้ารบกวนจิตใจ แต่หลายคนก็มีความอยากอย่างอื่น ที่สร้างความทุกข์ให้กับตนเอง เช่น คนที่อยากบุหรี่ คนที่ติดเกม เวลาอยากบุหรี่ มันทุกข์ แล้วก็แก้ทุกข์ด้วยการสูบบุหรี่เข้าไป ความอยากหายไป ความทุกข์ก็หายไป แต่มันก็ชั่วคราว แล้วต่อไปก็เกิดความอยากหนักขึ้น เพราะว่าติดหนักกว่าเดิม แล้วก็จะทุกข์ยิ่งกว่าเดิม แล้วการดับทุกข์ด้วยการสูบบุหรี่สนองความอยาก ดับความอยาก มันก็ทำให้สุขภาพแย่ลง เสียเงินเสียทอง
ติดเกม ติดการพนันก็เหมือนกัน พอติดเกม ไม่ได้เล่นเกม ก็เกิดความอยาก ความอยากก็รบกวนจิตใจ เกิดอาการกระสับกระส่ายขึ้นมา จะดับความทุกข์แบบนี้ได้ยังไง ก็ต้องสนองความอยาก ก็คือเล่นเกม แล้วก็เล่นหนักขึ้น ก็ติดหนักขึ้น ความอยากก็รุนแรงขึ้น แล้วพอไปดับทุกข์ด้วยการสนองความอยาก ก็คือเล่นเกมหนักขึ้น ก็เกิดปัญหาอื่นตามมา ไม่เป็นอันทำงาน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น พ่อแม่
คิดดูการดับทุกข์ หรือการแก้ทุกข์ของผู้คนส่วนใหญ่เวลานี้ มันมีแต่จะเพิ่มทุกข์ให้มากขึ้น ทุกข์เดิมก็ไม่ได้หาย อาจจะหนักกว่าเดิม แถมมีทุกข์ใหม่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ไปสนองความอยาก อยากช็อปก็เหมือนกัน คนที่อยากซื้อโน่นซื้อนี่ แต่ว่าคนที่ติดการช็อปนี่มันมีความอยากแล้ว ก็กวนจิตใจ ไม่เป็นอันทำอะไร จะดับความอยากก็ต้องสนองความอยาก จะได้หายทุกข์ แต่ก็ทำให้ติดมากขึ้น แล้วก็ความอยากก็รุนแรงขึ้น แล้วก็ทุกข์หนักกว่าเดิม ขณะที่เงินทองก็ใช้ไปอย่างไม่บันยะบันยัง ก็ติดหนี้ เป็นหนี้เป็นสิน ปัญหาเดิมก็ไม่ได้แก้ แถมหนักกว่าเดิม แล้วยังมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมา
อันนี้ไม่ใช่เฉพาะความอยากที่จะสนองความต้องการ เวลามีความโกรธก็เหมือนกัน ความโกรธพอมันเกิดขึ้นก็รบกวนจิตใจ หลายคนก็ต้องการดับความทุกข์ ก็คือการสนองความโกรธ มันสั่งให้ด่าก็ด่า มันสั่งให้ทำร้ายก็ทำร้าย พอสนองความโกรธเข้า ความโกรธก็ทุเลา แต่ก็ไม่ได้หายไป มันกลับเพิ่มอนุสัย หรือว่าความเคยชินที่จะโกรธง่ายขึ้น หนักกว่าเดิม และยังเกิดความทุกข์อย่างใหม่ตามมา เพราะว่าพอไปด่าเขา ไปทำร้ายเขาแล้วนี่ ก็ต้องเกิดเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจตามมา ติดคุกติดตาราง หรือว่าเกิดคดีความขึ้นมา
จะเห็นได้ว่าวิธีการดับทุกข์ของผู้คนเวลานี้ ส่วนใหญ่มันไม่ได้ดับจริงเลย มันไม่ได้แก้ทุกข์เลย แถมยังเพิ่มทุกข์ให้มากขึ้น ทุกข์เดิมก็หนักกว่าเดิม ทุกข์ใหม่ก็ตามมา มันคล้ายๆ กับเวลาเรารู้สึกคัน หลายคนก็คิดว่าเวลามันคัน เกิดความรู้สึกอยากเกา พอได้เกาก็หายคัน แต่ว่าบางครั้งมันหายคันชั่วคราว แล้วมันก็เกิดความรู้สึกคันหนักกว่าเดิม ทำให้ต้องเกาแรงขึ้น หรือเกาถี่ขึ้น การเกานี่มันไม่ได้ช่วยลดความทุกข์เลย มันแค่ระงับชั่วคราว แล้วก็เกิดความทุกข์หนักกว่าเดิม
บางคนนี่หยุดเกาไม่ได้ อย่างเช่น พวกที่เกิดลมพิษ มันเกาแล้วเกาอีก หรือพวกที่เป็นโรคผิวหนัง หยุดเกาไม่ได้ แต่ทำไมอยากเกา เพราะว่าเกาแล้วมันช่วยทำให้หายคัน มันช่วยลดความอยากที่จะเกา แต่ว่ามันก็ทำให้เกิดคันหนักขึ้น ความอยากก็เพิ่มมากขึ้น
หมาหลายตัว พอเป็นโรคเรื้อน หรือมันมีปัญหาที่ผิวหนัง มันต้องเกาใหญ่เลย เช่น ถ้าเกิดว่ามีอาการแถวหูของมัน มันเกาแล้วเกาอีก เกาแล้วเกาอีก จนเป็นแผลเหวอะหวะ แผลเน่าเลย จนเจ้าของต้องหาทางใส่ปลอกคอ ใส่ปลอกให้มันบ้าง เพื่อมันจะได้เกาไม่ถูก เพราะถ้าขืนมันเกาหนักกว่านี้ แผลจะหนักขึ้น นี่ก็เป็นวิธีการแก้ทุกข์ของหมา คัน อยากเกา ก็เลยสนองความอยากคือเกาเข้าไป ปรากฏว่ามันก็เกิดความอยากมากขึ้น แล้วพอสนองความอยากด้วยการเกาเข้าไปอีก แผลก็เริ่มเหวอะหวะ ลุกลาม
การแก้ทุกข์ของคนจำนวนมากเป็นอย่างนั้น ทุกข์ที่เกิดจากความอยาก ทุกข์ที่เกิดจากความโกรธ ก็สนองมัน มันก็ช่วยลด หรือบรรเทาความทุกข์ได้ชั่วคราว เพราะความอยากลดลง ความโกรธได้ระบาย แต่แล้วมันก็ทำให้โอกาสที่จะเกิดความอยากรุนแรงขึ้นกว่าเดิม หรือโกรธง่ายกว่าเดิม แล้วก็มีปัญหาตามมา
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าการสนองความอยากนี้ มันไม่ใช่เป็นวิธีการที่จะช่วยแก้ทุกข์หรือดับทุกข์ได้เลย แม้ว่าความอยากมันทำให้ทุกข์ก็ตาม แต่การสนองความอยากก็ไม่ได้ช่วยลดความทุกข์ เพราะไม่ได้ลดความอยากให้บรรเทาลง
ความโกรธแม้มันจะสร้างความทุกข์ให้กับจิตใจของเรา แต่การสนองความโกรธก็ไม่ช่วยให้ความโกรธทุเลาเบาบาง ไม่ช่วยให้ความทุกข์ของเราลดลง บางทีก็ไม่ได้แก้ทุกข์แต่ว่ากลบเกลื่อนทุกข์ อันนี้ก็ใช้บ่อย เช่น เครียด กลุ้ม ก็กลบเกลื่อนทุกข์ด้วยการกินเหล้า เล่นยา พอกินเหล้า เสพยาเข้า ไม่ใช่ว่าทุกข์หาย ทุกข์ก็ยังอยู่ แต่ว่ามันระงับไปชั่วคราว ลืมทุกข์ หายเครียด คลายกังวล แต่พอฤทธิ์เหล้า ฤทธิ์ยาสร่างไป ก็ทุกข์เหมือนเดิม เครียดเหมือนเดิม กลุ้มเหมือนเดิม
มีหลายคนก็รู้ว่าการสนองความอยากเพื่อแก้ทุกข์นี้ มันไม่ได้แก้ทุกข์อย่างแท้จริง ก็เลยใช้วิธีตรงข้าม คือการกดข่มมัน มันมีความอยากก็ข่มมัน กดมัน มันมีความโกรธก็กดมันเอาไว้ มันก็ได้ผล แต่ก็ชั่วคราว คนที่อดเหล้าช่วงเข้าพรรษาหลายคนใช้วิธีนี้ อด กดข่มความอยากเอาไว้ แต่ว่าความอยากมันก็ไม่ได้หายไปไหน มันก็อัดแน่นอยู่ข้างในใจ พออัดมากๆ เข้า มันก็ระเบิดได้ง่าย
บางคนก็อุตส่าห์ทนจนถึงวันออกพรรษา แต่พอออกพรรษาปุ๊บนี่ ความอยากมันก็ระเบิดออกมาเลย กินเหล้าทันทีเลย ทั้งที่ยังไม่ทันข้ามวัน ออกพรรษาแล้วนี่ กินเหล้าได้แล้ว คราวนี้กินนี่ กินแบบเมามายเลย เพราะว่ามันอดมานาน กลั้นไว้นาน ออกพรรษาปุ๊บนี่กลายเป็นคนละคนเลย เมามาย มีเรื่องตบตีกับเมีย
บางคนตายเลย ที่ตายนี่มีทั้งเมียตาย แล้วเจ้าตัวตายก็มี เมียตายเพราะไปทำร้ายเขา ส่วนตัวเองตายเพราะว่าทำร้ายเมีย เมียทนไม่ไหว คว้ามีดคว้าจอบป้องกันตัว ผัวที่เมา ยังไม่ทันข้ามวันออกพรรษาเลยก็ตายเสียแล้ว เพราะเมียใช้จอบฟัน ทนไม่ได้ ถูกทำร้ายเพราะผัวเมามาย นี่ก็เป็นเพราะว่าไปกดข่มมันเอาไว้
กดข่มความโกรธก็เหมือนกัน มันก็ไม่ใช่ว่าความโกรธจะหายไป แต่มันก็ถูกอัดแน่น พออัดมากๆ เข้า มีอะไรมากระทบนิดเดียวมันก็ระเบิดเลย อาการที่เรียกว่าปรี๊ดแตก ก็เป็นเพราะการกดข่มมันเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดกับพ่อแม่ หรือเกิดจากเพื่อนร่วมงาน ปรี๊ดแตกนี่มันก็คือการที่ความโกรธที่มันถูกอัดแน่นเอาไว้มันระเบิดออกมา เพียงแค่ถูกแหย่ หรือแม้กระทบนิดเดียว ก็เรียกว่าเป็นการแก้ทุกข์ที่สร้างปัญหา ไม่ได้แก้ทุกข์หรือดับทุกข์จริง
อันนี้รวมไปถึงคนที่มีความทุกข์เพราะว่ามันมีเสียงในหัว บางคนมีเสียงในหัว เสียงจ้วงจาบพระรัตนตรัย จ้วงจาบครูบาอาจารย์ เสียงต่อว่าพ่อแม่บุพการี ใจหนึ่งก็รู้สึกว่ามันไม่ดี มันเป็นบาป เป็นอกุศล ก็พยายามกดข่ม บังคับจิตไม่ให้คิด ไม่ให้มีเสียงพวกนี้เล็ดลอดออกมา แต่ยิ่งทำ ยิ่งกดมัน มันยิ่งรบกวน ยิ่งรังควาน แต่ก่อนอาจจะดังเป็นบางช่วง เสียงที่ว่า แต่พอไปกดข่มมัน พยายามห้ามใจไม่ให้คิด ทีนี้มันมีเสียงดังทั้งวันเลย จนนอนไม่หลับ
ที่จริงมันมีวิธีการดับทุกข์ แก้ทุกข์ที่ดีกว่านั้น ดีกว่าการไปสนองความอยาก สนองความโกรธ หรือการกดข่มความยากความโกรธ สิ่งนั้นคือการที่รู้ทันมัน เห็นมัน พอมันเกิดขึ้นก็เห็นมัน เห็นความอยาก หลวงพ่อคำเขียนท่านใช้คำว่า จ๊ะเอ๋กับมัน ตอนที่มันเกิดความอยากขึ้นมา ก่อนที่จะเผลอ หลงทำตามมัน ก็เห็นมัน มันเกิดขึ้นจากการที่เฝ้าสังเกตก็ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ฝึกสติมาอย่างจริงจัง แต่ถ้าหากว่าลองสังเกตสักหน่อย มันก็ช่วยทำให้เห็นความอยากหรือความโกรธได้
มีนักเรียนคนหนึ่งอายุ 12-13 ปี เป็นเด็กสาว เลิกเรียนขณะที่กลับบ้าน ก็ไปเห็นร้านของเล่น เขาขายของที่ถูกใจมาก เป็นไมโครโฟน รูปร่างเหมือนไมโครโฟน พอกดแล้วมันมีเสียงเพลงเหมือนกับเจ้าตัวกำลังร้องเพลง อันนี้มันสมัยก่อนจะมีโทรศัพท์มือถือ เธอเกิดความอยาก กลับไปถึงบ้านก็อยากได้มาก บอกแม่อยากได้เหลือเกิน
แม่ถามเท่าไหร่ 400 ครอบครัวนี้ถ้าสมมุติว่า 400 นี้ ราคาแพง แม่ทำยังไง แม่รู้ว่าถ้าห้ามลูก ลูกก็คงไม่ยอม อาจจะงอแง แต่ถ้าควักเงินให้ลูกเลย มันก็จะไปสร้างนิสัยที่ไม่ดี แม่ก็เลยบอกลูกว่า จะซื้อก็ได้ แต่ว่ามีเงื่อนไข 2 ข้อ ก็คือว่า 1) แม่จะหักเงินค่าขนมของลูกวันละ 10 บาท 2) เมื่อเลิกเรียน ให้หนูไปที่ร้านนี้ แล้วก็ไปดูของนี้ ดูของที่หนูอยากซื้อ แล้วก็ดูใจ ดูความอยาก สังเกตความอยากของตัวไปด้วย ให้ทำอย่างนี้สักอาทิตย์หนึ่ง แล้วเดี๋ยวแม่จะซื้อให้
เด็กก็เอาเลย ดีใจ ยอมรับเงื่อนไขของแม่ ก็ทำอย่างนี้ทุกวัน เลิกเรียนแล้วก็ไปดูของ แล้วก็ดูใจของตัวไปด้วย ทำอย่างนี้ไปได้สัก 3 วัน พอถึงวันที่ 4 บอกแม่ว่าหนูไม่เอาแล้ว แม่แปลกใจว่า ทำไม? เห็นหนูอยากได้มาก เธอบอกว่าไม่เอา พอหนูดูทุกวันมันเบื่อแล้ว เก็บเงิน 400 ไปทำอย่างอื่นดีกว่า
ความอยากของเด็กมันหายไปเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะสนองความอยากด้วยการซื้อของเล่นตามใจอยาก ไม่ได้หายอยากเพราะว่ากดข่มความอยาก แต่เพราะดูมัน แม่ก็ให้อุบาย ทำอุบายให้ลูกลองสังเกตความอยากของตัว ด้วยความอยาก ลูกก็เลยทำตามคำแนำหรือคำสั่งของแม่ แล้วพอมันเห็นความอยากเข้า เห็นมันบ่อยๆ ความอยากก็ค่อยๆ สลายหายไป
ธรรมชาติของอารมณ์เป็นอย่างนี้ คือแค่เห็นมัน แค่รู้ทันมัน มันก็จะค่อยๆ ดับไป เพราะว่าเมื่อตอนที่เราเห็นมัน ดูมัน มันเกิดสิ่งที่เรียกว่าสติ ความรู้สึกตัวเข้ามา มาแทนที่ความหลง มาแทนที่อารมณ์ความอยาก
ความกลัวก็เหมือนกัน ถ้าสังเกตมัน ถ้าดูมัน มันก็จะหายไป จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับว่ามีสติดูมัน รู้ทันมันต่อเนื่องแค่ไหน เคยมีคนถามหลวงปู่ดูลย์ว่า ทำยังไงจะตัดความโกรธให้ขาดได้ หลวงปู่ตอบว่าไม่มีอะไรตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทันมัน เมี่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง
ที่จริงแม้กระทั่งเสียงในหัวที่มันมารบกวนจิตใจของหลายคน ไม่ต้องไปกดข่มมัน แค่รู้ทัน แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรกับมัน หรือว่าจะไม่สนใจมันเลยก็ได้ รู้แล้วก็ไม่สนใจมัน ใหม่ๆ ก็ยาก เพราะมันมีความอยากชนิดหนึ่งเกิดขึ้น คืออยากจะให้เสียงนี้มันหายไป ความอยากที่จะทำให้เสียงนี้หายไป ก็เลยผลักให้ใจไปกดข่มเสียงนี้ หรือไปห้ามใจไม่ให้คิด ซึ่งเท่ากับเป็นการต่ออายุให้มัน แต่ถ้าเกิดว่าไม่ทำตามความอยาก ก็แค่ดูมัน แล้วก็ไม่สนใจมัน อาจจะต้องทนที่จะไม่ทำตามความอยาก แต่ก็ไม่กดข่มมัน ไม่นานก็ค่อยหายไป
เช่นเดียวกัน หลายคนเวลาภาวนาจะมีความรู้สึกทุกข์ ทุกข์เพราะว่ามีความคิดเกิดขึ้น ความคิดสารพัดเรื่องเลย เกิดขึ้น หลายคนจะทุกข์มาก หงุดหงิดมาก ดังนั้นจึงพยายามบังคับจิตไม่ให้คิด หรือพยายามกดข่มความคิด เพราะไปเข้าใจว่าความคิดพวกนี้แหละที่ทำให้ทุกข์ ที่จริงไม่ใช่เลย ความคิดไม่ได้เป็นเหตุให้ทุกข์ แต่ความอยากจะให้ความคิดมันดับ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเหตุให้ทุกข์
หลายคนมองผิดฝาผิดตัว มองไม่ลึกพอ ไปเข้าใจว่าความคิดที่ผุดขึ้นมา ที่เราเรียกว่าความฟุ้งซ่าน ทำให้ทุกข์ ที่จริงไม่ใช่ มันไม่ทำให้เราทุกข์เลย แต่ที่ทุกข์เพราะมันมีความอยาก อยากจะให้ความคิดพวกนี้มันดับไป ทำให้จิตว่างจากความคิด ถ้ารู้ทันความอยากนั้น ความอยากมันก็จะหายไป ความคิดยังมีอยู่ ผุดขึ้นมา แต่ไม่ทุกข์แล้ว
เช่นเดียวกัน เวลานอนไม่หลับ หลายคนมีความทุกข์มากเลย แล้วไปเข้าใจว่าที่ทุกข์เพราะนอนไม่หลับ ที่จริงไม่ใช่ นอนไม่หลับนี้มันไม่ได้ทำให้เราทุกข์มาก ไม่เหมือนกับปวดหัว ปวดท้อง ปวดฉี่ อันนี้ทุกข์ แต่ถ้านอนอยู่บนเตียง อยู่บนเสื่อ แล้วไม่หลับนี่มันไม่ทุกข์เท่าไหร่หรอก ตราบใดที่ไม่ปวดหัวปวดท้อง แล้วทำไมถึงทุกข์ เพราะมีความอยากจะให้หลับ
เราไม่ต้องทำอะไรหรอก ก็แค่ดู แค่เห็นความอยาก อยากอะไร อยากให้หลับ พอเห็นมัน มันก็ละลายหายไป พอมันหายไป ไม่ทุกข์แล้ว แต่มันอาจจะมีความกังวลเกิดขึ้นว่า เดี๋ยวถ้านอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาจะทำงานไม่ได้ มันก็เลยเกิดความอยาก อยากจะนอนให้หลับ ทั้งความกังวลและความอยากก็ทำให้ใจมันตื่นเลย แล้วทุกข์ด้วย เกิดความเครียดขึ้นมา แต่พอเราเห็นมัน มันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลหรือความอยาก ใจมันก็จะเริ่มสบาย ผ่อนคลาย สักพักไม่ทันรู้ตัวเลยหลับไปเสียแล้ว หรือถึงไม่หลับก็ไม่ทุกข์
เพราะฉะนั้นวิธีการดับทุกข์หรือแก้ทุกข์ ลองหันกลับมา แทนที่จะใช้วิธีสนองความอยาก หรือว่าไปกดข่มมัน ลองฝึกเห็นมันดู เห็นมันด้วยสติ เพราะสติคือตาใน พวกนี้เนี่ย ความอยาก ความโกรธพวกนี้ มันมีจุดอ่อน คือมันกลัวถูกรู้ถูกเห็น ถูกรู้ทัน อะไรที่ทำให้เห็น รู้ทันอารมณ์เหล่านี้ คือสติ เพราะฉะนั้นรู้จักใช้สติในการที่จะดับทุกข์ แก้ทุกข์ หรืออารมณ์ที่มารบกวนจิตใจ อันนี้เป็นวิธีที่จะได้ผลดีกว่า.