พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 29 กรกฎาคม 2567
เดี๋ยวนี้มีคนจำนวนไม่น้อยนิยมการปีนเขา แล้วเขาที่ดึงดูดและท้าทายนักปีนเขาระดับฮาร์ดคอร์มากหรือสายแข็งก็คือหิมาลัย หรือพูดให้ถูกต้องคือยอดเขาเอเวอเรสต์
ยอดเขาเอเวอเรสต์นี้สูงจากระดับน้ำทะเลก็ 8 กิโลเมตร คนที่จะปีนไปถึงยอดพิชิตเอเวอเรสต์ได้นี้ต้องใช้เวลาเป็นเดือน ต้องเสี่ยงอันตรายมาก ใช้เงินก็มิใช่น้อยเพราะต้องจ้างลูกหาบขนข้าวของ อุปกรณ์ คนก็แห่กันไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์นี้กันมาก จนกระทั่งขยะนี้เพิ่มพูนขึ้นแบบมหาศาลหลายร้อยตันเลยทีเดียว
แล้วเดี๋ยวนี้คนมีทรัพยากรและตัวช่วยเยอะ ทำให้สามารถจะปีนไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ แต่ปัญหาของนักปีนเขาเหล่านี้ไม่ใช่อยู่ที่การปีนเขาให้ถึงยอด ปีนเขาให้ถึงยอดนี้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่ที่ยากกว่าก็คือการลงจากยอดเขา เพราะว่าคนที่ขึ้นไปถึงยอดแล้ว เขาจะปลาบปลื้ม ดีใจมาก จะถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองบนยอดเขาเอเวอเรสต์ ถ่ายรูปทัศนียภาพ หรือถึงไม่ถ่ายรูปก็ชื่นชมกับทัศนียภาพรอบยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งสวยงาม แล้วก็ตื่นตาตื่นใจมาก
หลายคนจะเพลิดเพลินกับการได้เป็นผู้ชนะพิชิตยอดเขา ผู้รู้เขาก็เตือนนะว่าขึ้นไปถึงยอดแล้ว อย่าอยู่นาน ให้รีบลง เพราะว่าถ้าลงช้า ภูมิอากาศ ดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนรอบ ๆ เอเวอเรสต์ มันอาจจะผันผวน เกิดพายุรุนแรง แต่จำนวนไม่น้อยก็ไม่ยอมลงกัน จะลงได้ยังไง อุตส่าห์ใช้เวลาเป็นเดือนขึ้นไปบนนั้น
พอขึ้นไปถึงบนนั้นแล้ว จะใช้เวลาแค่ 10 นาที 15 นาทีได้ยังไง หลายคนเลยเพลินกับการพิชิตยอดเขา แล้วก็ไม่ยอมลง หรือลงช้า ปรากฏว่าเจอพายุเข้า ตอนจะลงนี่ดูเหมือนว่าอากาศดูเป็นปกติ แต่พอลงไปสักพัก 2-3 ชั่วโมง ธรรมชาติมันแปรปรวนผันผวนเกิดพายุ หลายคนก็ไม่ทันตั้งตัวหรือตั้งตัวไม่พร้อม ตาย!
คนที่ตายในระหว่างที่ลงจากเอเวอเรสต์นี้ จะว่าไปแล้วนี้ก็เยอะกว่าคนที่ตายในช่วงขาขึ้น จริง ๆ แล้วขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์นี้ยากแล้ว แต่ที่ยากกว่าคือการลง เพราะว่าขึ้นไปถึงแล้วไม่อยากลง แต่พอลงแล้วนี่ ถ้าลงช้าก็มีโอกาสตายได้
คนเราเวลาขึ้นไปถึงจุดสุดยอด อาจจะไม่ใช่ยอดเขาแต่เป็นจุดสุดยอดของอาชีพการงาน สิ่งที่ยากกว่าการขึ้นไปถึงยอด ก็คือการลงนั่นเอง การที่จะไต่เต้าจนไปถึงยอดนี้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่ที่ยากกว่าคือการลง โดยเฉพาะถ้าหากว่าได้ไปถึงยอดของอำนาจ อย่างเช่นตำแหน่งประธานาธิบดี
ประธานาธิบดีอเมริกันคนปัจจุบัน ไบเดน อายุแกก็มากแล้ว 81 ปีแล้ว แกก็เริ่มหลง ๆ ลืม ๆ พูดผิด ๆ ถูก ๆ เป็นอย่างนี้มาได้ 1-2 ปีหลังแล้ว คนแนะนำว่าอย่าลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 เพราะมีโอกาสจะแพ้ แต่แกไม่เชื่อ ไม่ยอม คิดว่ามีฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะทรัมป์ได้ เหมือนกับที่เคยชนะมาแล้ว
แม้กระทั่งตอนที่โต้วาทีกับทรัมป์ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว ก็เผลอพูดผิด ๆ ถูก ๆ พูดไม่จบประโยค พูดสลับไปสลับมา บางทีก็ลืมพูดไม่จบประโยค เรียกว่าเป็นการโต้วาทีที่ก่อความเสียหายให้กับภาพพจน์ตัวเองมาก หลังจากนั้นก็มีคนเรียกร้องให้แกยุติการลงเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 แต่ไบเดนไม่ยอม ยังคิดว่าฉันสามารถจะชนะทรัมป์ได้
เห็นได้ชัดเลยว่า ความหวงแหนในตำแหน่งนี้มันมีมาก และรวมทั้งความหลงตนด้วย แล้วพอขึ้นไปถึงจุดสุดยอดแล้ว จะให้ลงนี้มันยาก แต่ก็ยังดีที่ตอนหลังยอมรับว่าต้องลงแล้ว เพราะว่าคนสนับสนุนก็ถอนตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ จะให้ลงโดยสมัครใจนี้ เขาไม่ยอม แต่เพราะว่าถูกแรงกดดันจากคนที่เคยสนับสนุน ทั้งนักการเมือง ทั้งนักธุรกิจ
สุดท้ายก็เลยยอมประกาศว่า จะไม่ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 2 อันนี้เป็นอุทาหรณ์ว่าคนเรานี้พอขึ้นไปถึงอำนาจสูงสุดแล้ว การที่จะลงนี้มันยากมาก แม้ว่าจะมีหลักฐานยืนยันว่าไปต่อไม่ได้แล้ว ขืนลงเลือกตั้งก็คงจะแพ้แบบยับเยิน เสียหายต่อตัวเองและต่อประเทศชาติ แทนที่จะลงตอนนี้แบบสวย ก็กลายเป็นว่าลงแบบไม่สวย เป็นเพราะว่าการที่ไม่ยอมรู้จักลง
มันก็แปลกนะ ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนบอกเลยว่า การเป็นประธานาธิบดีนี่มันเป็นเรื่องลำบากมาก อย่าง Andrew Jackson บอกว่าเป็นประธานาธิบดีก็เหมือนกับทาส แต่ดูมีเกียรติหน่อย หรือว่า Truman แกบอกเลยว่าทำเนียบขาวนี่มันก็คือคุก คุกสีขาว คนที่มีจิตปกติ ไม่มีใครหรอกที่อยากจะมารับงานนี้ คือเป็นประธานาธิบดี ถ้ารู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง
หลายคนก็พูดคล้าย ๆ กัน แต่พอจะลงนี้ ไม่ยอมลง น้อยคนมากที่จะลงแบบสมัครใจ ถ้ามีโอกาสก็จะสู้เพื่ออยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป มันชี้ให้เห็นเลยว่าการขึ้นมันไม่ยาก แต่การลงนี้มันยาก
นักกีฬาหลายคนสามารถที่จะพาตัวเองไปถึงจุดสุดยอดของอาชีพได้ แต่พอกำลังวังชาเริ่มลดลง มีน้อยคนที่จะลงโดยสมัครใจ อย่างเช่นถ้าเป็นนักมวยก็แขวนนวม ถ้าเป็นนักฟุตบอลก็แขวนสตั๊ด ส่วนใหญ่นี้ยังทู่ซี้ต่อไป คนเราถ้าหากว่ามาถึงจุดที่สูงสุดของอาชีพ แล้วก็ลง มันสวยนะ แต่ว่าน้อยคนที่จะลงแบบสวย เพราะว่าไม่ยอมลงตอนที่ถึงจุดสุดยอด
ก็เหมือนกับถึงหรือพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้แล้วอยากจะอยู่ไปนาน ๆ ไม่ยอมลง ครั้นลงช้าก็กลับกลายเป็นว่าเอาชีวิตไม่รอด นักกีฬาหลายคนได้แชมป์แต่ไม่ยอมลง ทั้งที่สังขารก็ร่วงโรย สุดท้ายก็จบลงอย่างไม่สวย นักมวยที่เคยเป็นแชมป์ก็โดนเขาถลุงยับเยิน หรือถ้าเป็นนักฟุตบอล ยิ่งเล่นไปก็ยิ่งโดนคนด่าวิจารณ์ว่าเล่นไม่ได้เรื่อง แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอม
อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ บางคนเป็นนักธุรกิจเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จมาก อย่าง Henry Ford เขาเรียกว่าปฏิวัติวงการรถยนต์เลย ทำให้รถยนต์นี้กลายเป็นของราคาถูกที่แม้แต่กรรมกรก็หาซื้อได้ เพราะว่าเขาใช้วิธีผลิตด้วยกรรมวิธีที่มันรวดเร็ว ยิ่งผลิตได้มากเท่าไหร่ ต้นทุนต่อหน่วยก็จะลดลง ราคาก็จะถูกลง คนก็ซื้อมากขึ้น พอคนซื้อมากขึ้น ก็สามารถจะผลิตได้กำไรมากขึ้น
แล้วรุ่นที่เขานิยมที่ทำให้เขาดังมากและรวยมาก คือ Model T มันไม่มีอะไร สีดำ ราคาถูก ไม่ซับซ้อน แล้วเขาก็ผลิตรุ่นนี้มาเกือบ 20 ปี โห ร่ำรวยมาก แต่พอถึงเวลาที่โลกมันเปลี่ยนแปลง ตัวเขาเองแทนที่จะรู้ว่าได้เวลาที่จะต้องวางมือแล้ว ให้ลูกมารับช่วงต่อ ไม่ยอม ก็จะยืนยันอยู่ในตำแหน่งประธานต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็ผลิตรถรุ่นเดิม ๆ เพราะเป็นความสำเร็จ แล้วคิดว่ามันจะสำเร็จไปได้ตลอด เป็นที่นิยมไปได้ตลอด
ปรากฏว่ายิ่งอยู่นาน บริษัทก็ยิ่งแย่ เพราะว่ารถที่เขาผลิตมันขายไม่ออก เพราะว่ามีคู่แข่งที่ดีกว่า เช่น GM จากคนที่เคยทำให้บริษัทรุ่งเรือง กลายเป็นคนที่ฉุดให้บริษัทนี้เรียกว่าใกล้จะล้มละลายเลยทีเดียว ดีที่ตายก่อน อันนี้ก็คือว่าเป็นตัวอย่างของคนที่มาถึงจุดสูงสุดของอาชีพ แต่ว่าเกิดความหลงตัวลืมตน หรือเกิดความหลงใหลในความสำเร็จ แล้วคิดว่าวิธีเดิม ๆ จะใช้ได้ผล โดยไม่ยอมวางมือให้คนที่เขาปรับตัวหรือเข้าใจโลกสมัยใหม่มาทำงานแทน
อันนี้มีเยอะเหมือนกัน พวก CEO ที่พาบริษัทมาจนถึงจุดที่เจริญรุ่งเรืองแล้วไม่ยอมลง ปรากฏว่ายิ่งอยู่ไป บริษัทก็ยิ่งแย่ลง เพราะว่ายังใช้วิธีการเดิม ๆ ไม่เข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป ก็มีนะประเภทว่าลงแต่ลงแบบจำเป็น เพราะกฎหมายบังคับ เช่น ข้าราชการที่เป็นผู้ว่าฯ พอครบ 60 ก็ต้องลงจากตำแหน่ง แต่ว่าใจไม่ยอมวาง ยังคิดถึงความรุ่งโรจน์สมัยเป็นผู้ว่าฯ มีลูกน้อง มีบริษัทบริวารเยอะ
ตอนนี้ตัวเองเป็นประชาชนเต็มขั้นแต่ว่ายังทำใจไม่ได้ คิดถึงวันคืนที่เคยรุ่งโรจน์ แล้วก็ยังคิดว่าอะไรยังเหมือนเดิม มีอดีตผู้ว่าฯ คนหนึ่งพอแกลงจากตำแหน่งแล้ว ยังคิดว่าลูกน้องที่ใกล้ชิดจะยังเหมือนเดิมยังเชื่อฟัง ยังเคารพนบนอบ วันหนึ่งก็ติดต่อโทรศัพท์ไปบอกลูกน้องว่าช่วยรับญาติคนหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือฝากเด็ก
สมัยเป็นผู้ว่าฯ ทำอย่างนี้ได้ แต่พอเป็นอดีตผู้ว่าฯ แล้ว ยังคิดว่าลูกน้องที่ตอนนี้ก็ใหญ่แล้วในจังหวัดจะเชื่อฟังตน ฝากเด็กไปให้ อดีตลูกน้องนี้ไม่ยอม อาจจะเพราะเหตุผลบางอย่าง โกรธมากเลย เสียใจด้วย ว่าทำไมลูกน้องไม่เหมือนเดิมแล้ว อันนี้ก็เรียกว่าเป็นเพราะตัวเองยังคิดว่ายังมีอำนาจที่ใคร ๆ เขาจะเคารพนบนอบได้ เสียใจ ทำใจไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ที่ตัวเองเป็นประชาชนเต็มขั้นแล้ว
แต่ก็ยังดี ดีกว่าอดีตผู้ว่าฯ บางคน ตอนเป็นผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่ใหญ่มาก ใคร ๆ ก็เชื่อฟัง ทั้งข้าราชการ ทั้งนักธุรกิจ เวลาไปไหน คนก็มาคอยต้อนรับ มาเอาอกเอาใจ ยิ่งข้าราชการด้วยแล้ว เรียกว่าพูดอะไร สั่งอะไร ก็ทำตาม ไปไหนนักธุรกิจก็มายืนตั้งแถวรอ พอเกษียณแล้วก็หงอย ทำใจไม่ได้ที่เป็นคนธรรมดา
อยู่มาวันหนึ่งจังหวัดมาเชิญอดีตผู้ว่าฯ คนนี้ไปที่จังหวัดที่ตัวเองเคยเป็นผู้ว่าฯ แกก็ดีใจแล้วคาดหวังว่าอดีตลูกน้องและคหบดี นักธุรกิจในจังหวัด จะมาเข้าแถวต้อนรับ มาให้ความสำคัญกับตัวเอง ปรากฏว่าแทบจะไม่มีคนให้ความสนใจเลย เพราะเขาไปสนใจผู้ว่าฯ คนปัจจุบันมากกว่า แกทำใจไม่ได้ว่าทำไมลูกน้อง นักธุรกิจ ไม่เหมือนเดิมแล้ว หงอยไปเลย ตอนหลังก็เหมือนกับใจสลาย อยู่ได้ไม่นานก็เสียชีวิต
อันนี้เรียกว่าลงแล้วแต่ยังไม่วาง คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ เวลาขึ้นไปถึงยอดแล้วไม่ยอมลง ต้องถูกเขาบังคับให้ลง หรือจำยอมต้องลง แต่ลงแล้วก็ยังไม่ยอมวาง ใจไม่วาง บางคนยังหลงนึกถึงสมัยวัยหนุ่มวัยสาวว่า ฉันทำอะไรได้มากมาย หน้าตาก็สะสวย คนก็ชื่นชม ทำอะไรก็ทำได้ดี แต่พอแก่ตัวแล้ว มันเหมือนกับว่ายังไม่ยอมลง หรือถึงลงแล้ว ใจก็ยังไม่วาง
ยังคิดถึงสมัยที่ยังหนุ่มยังสาว สมัยที่หน้าตายังสะสวย ไม่ยอมรับว่าตัวเองแก่แล้ว ทั้งที่แก่แล้วก็ยังพยายามแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูเหมือนกับสมัยยังสาว อันนี้ก็เรียกว่าไม่ยอมลง หรือว่าถึงลงแล้วก็ยังไม่ยอมวาง มันก็เลยมีความทุกข์ ทุกข์กับความชรา ทนไม่ได้ที่คนเรียกว่าลุง เรียกป้า
มีลุงคนหนึ่ง แกไปโรงพยาบาล ไปหาหมอ ไปหาพยาบาล พยาบาลก็ถามว่าเจ็บตรงไหนลุง ลุงแกบอก “เจ็บตรงที่เรียกลุงนี่แหละ” เรียกฉันลุงได้ยังไง ฉันอายุแค่ 70 เท่านั้นเอง เรียกฉันว่าป้าได้ยังไง ฉันยังแค่ 70 อันนี้ก็เรียกว่าไม่ยอมลง ลงยาก แล้ววางก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
เรามีอะไรก็ตาม ต้องรู้จักวาง เพราะถ้าเราไม่วาง เราจะทุกข์มากเลย เช่นอะไรบ้าง เช่น ทรัพย์สมบัติ บางทีไม่ต้องรอให้ตายถึงจะสูญเสียทรัพย์ ขณะที่ยังเป็น ๆ บางทีก็สูญเสียทรัพย์ เงินหาย ถูกโกง มิจฉาชีพหลอกเอาเงินไป
ที่จริงถ้ารู้จักวาง ใจก็ไม่ทุกข์ เสียแต่เงินแต่ว่าใจไม่เสีย แต่จำนวนไม่น้อยวางไม่ได้ วางไม่ได้ ก็ยังคิดถึงเงินที่เสียไป หรือว่าบางทีไม่ได้เสียเงิน เพียงแต่จ่ายหรือซื้อของแพง มารู้ทีหลังว่า เอ๊ะ มันมีของที่ราคาถูก ทำใจไม่ได้ที่คนอื่นเขาซื้อได้ถูกกว่าเรา ก็เอาแต่ครุ่นคิดจนกระทั่งซึมเศร้าไปก็มี อันนี้เพราะไม่รู้จักวาง หรือว่ายังยึดติดในหน้าตาของตัวเอง ยังยึดติดในรูปโฉมโนมพรรณของตัวเอง ทั้งที่ก็ชราแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายเลย
พอมีใครเรียกลุง เรียกป้า โห ทุกข์นะ เพราะยังวางไม่ลง ยังวางไม่ได้ ความหนุ่ม ความสาว ความสวย ความงามในอดีต แทนที่จะวางแล้วก็อยู่อย่างมีความสุข ก็ปรากฏว่าทำใจไม่ได้ที่เขาไม่เห็นเราสวย ไม่เห็นเรางามเหมือนเมื่อก่อน
คนเรานี้ถ้าหากว่ารู้จักลงหรือว่ารู้จักวางได้นี่ มันมีความสุข เพราะว่าสิ่งที่เรามี หรือสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ มันก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง แล้วเดี๋ยวนี้เรายึดสารพัด ไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียง หน้าตา อำนาจ ซึ่งพวกนี้มันก็ให้ความสุขกับเรา ก็มีเหตุผลอยู่ แต่คนจำนวนไม่น้อย แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ดีก็ยังยึด ไม่ยอมวาง เช่น คำต่อว่าด่าทอ คำตำหนิติฉิน
พวกนี้มันไม่ดีกับใจเลยสำหรับคนที่ยังทำใจไม่ได้ แต่ปรากฏว่ายังเก็บเอาไว้ ยังไม่ยอมวาง ใครพูดอะไรไม่ดี ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบ แต่ก็ไม่ยอมวางจากใจ ยังเก็บเอาไว้ ความผิดพลาดในอดีตซึ่งมันทำให้รู้สึกเสียเซลฟ์ รู้สึกผิดทุกครั้งที่นึกถึง แต่ว่าก็ยังไม่ยอมวาง ยังยึดเอาไว้เหนียวแน่น ทิ่มแทงตัวเอง
ความโกรธ ความเกลียด พวกนี้มันไม่ดีกับใจเลย แต่ก็ยังยึดเอาไว้ ไม่ยอมวาง การไม่ยอมวางทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง คนรัก มันก็ดูมีเหตุผล เพราะว่าเงินทอง ชื่อเสียง คนรัก มันทำให้เรามีความสุข แต่ว่าคำต่อว่าด่าทอ คำเหยียดหยาม ความโกรธ ความเกลียด พวกนี้มันดีตรงไหน มันไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขึ้นเลย แต่ทำไมถึงไปยึดมันเอาไว้
การที่เราไปยึดเงินเงินทอง ชื่อเสียง ความสำเร็จ อันนี้เพราะว่าเราไม่ตระหนัก ไม่เห็นความจริงว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่เที่ยง แล้วมันเจือไปด้วยทุกข์ แต่การที่เราไปยึดคำต่อว่าด่าทอ คำดูถูก เหตุการณ์ที่เจ็บปวด หรือว่าความโกรธ ความเศร้า ความเครียด มันเป็นเพราะอะไรนะ เพราะไม่มีสติ เพราะไม่รู้ตัว คนเราถ้ารู้ตัวเมื่อไหร่ มันจะวางเลย ไอ้ความโศก ความเศร้า จะไม่เก็บเอาไว้
คนเราถ้ามีสติ ทำอะไรอยู่ มันก็จะวางเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เจ็บปวด รวมทั้งคำต่อว่าด่าทอ ฉะนั้นถ้าเราพยายามมีสติ มีความรู้สึกตัวให้มาก ๆ การปล่อยวางสิ่งแย่ ๆ ออกไปจากใจ มันก็จะทำได้ง่ายขึ้น แล้วถ้าเรามีปัญญาเห็นความจริงว่าสิ่งทั้งปวงนี้มันไม่เที่ยง มันเป็นตัวทุกข์ เราก็จะไม่หลงเพลินกับเงินทอง ชื่อเสียง ความสำเร็จ แม้กระทั่งคนรัก
ปัญญา คือ การรู้ความจริง เห็นความจริง ทำให้เราปล่อยวาง แล้วถึงเวลาที่เราจะต้องลงหลังจากที่ขึ้นมาถึงจุดสูงสุดนี้ เราก็จะลงได้ง่าย ลงได้อย่างถูกจังหวะ ไม่ใช่ว่ายืดเยื้อ อ้อยอิ่ง เสียดาย กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ถูกเขาถีบลงมาจากจุดสูงสุดไปแล้ว หรือว่าอยู่ในสภาพที่ยับเยิน เพราะว่าที่เคยชนะมันกลายเป็นพ่ายแพ้ไปแล้ว
ฉะนั้น คนเราถ้าหากว่ารู้ว่าเมื่อไหร่ควรลง แล้วก็รู้จักวาง ความทุกข์มันจะลดลงไปได้เยอะเลย มันจะมีความสุขได้ง่าย แล้วจะทำอย่างนั้นได้ มันต้องมีสติ ความรู้สึกตัว แล้วก็มีปัญญา.