พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 28 กรกฎาคม 2567
หลายวันก่อนได้เห็นภาพ ๆ หนึ่งส่งมาทางโทรศัพท์มือถือ เป็นภาพที่ธรรมดา ๆ แต่ที่จริงแล้วมันไม่ธรรมดาเลย คือเป็นภาพคนถือกระป๋องโค้ก คล้าย ๆ เป็นแผ่นพลาสติกบาง ๆ สีเขียวบังอยู่หรือขวางไว้ คล้าย ๆ แผ่นสแลนแต่ไม่ใช่สีดำมันเป็นสีเขียว พอมองทะลุเข้าไปเห็นขวดโค้ก
และมือที่ถือกระป๋องโค้กนั้น ก็เป็นกระป๋องโค้กธรรมดาสีแดงอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ว่ามีคำบรรยายพ่วงมากับภาพนั้นว่าจริง ๆ กระป๋องโค้กนี้ไม่ใช่สีแดง ให้เราดูดี ๆ พอเราดูดี ๆ ก็จริง สีที่ประกอบกันเป็นตัวกระป๋องโค้กเป็นสีดำ แล้วก็ผสมกับสีเขียวซึ่งเป็นสีคล้าย ๆ กับแผ่นสแลนที่มันขวางกระป๋องโค้กเอาไว้
สีแดงมาจากไหน ในเมื่อภาพนี้ไม่มีสีแดงเลย คำตอบก็คือว่า มาจากสมองของเรา สมองของเรามันเติมสีแดงลงไปในกระป๋องโค้กนั้น ทั้งที่ในภาพมันไม่มีสีแดง มีแต่ดำกับเขียว แล้วก็สีอื่น ๆ ที่จางไป ทำไมสมองเราถึงเติมสีแดงลงไป ก็เพราะเราคุ้นกับสีกระป๋องโค้กว่าสีแดง
สีแดงมันกลายเป็นสัญญาหรือความจำได้หมายรู้ของเราไปแล้ว ฉะนั้นพอเห็นกระป๋องโค้ก สมองเราก็ทำงานทันที เติมสีแดงลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วเราก็เลยคิดว่าที่เราเห็นคือกระป๋องโค้กสีแดง แต่ที่จริงมันไม่ใช่ สมองเรามีความสามารถที่เราอาจจะไม่ทันสังเกตหรือรู้ตัว คือสามารถจะเติมรายละเอียดลงไปในภาพที่เราเห็น
อย่างเช่นตัวอย่างง่าย ๆ คนที่ใส่หน้ากากอนามัยช่วงโควิด หน้ากากก็ปิดครึ่งหน้า แต่ว่าเวลาเราเห็นคนบางคน เราก็จำได้ว่าเป็นใคร ทั้ง ๆ ที่เราเห็นแค่ตากับบางส่วนของจมูก ที่เราเห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นใครเพราะว่าสมองเรามันเติม เติมส่วนที่ถูกบังด้วยหน้ากาก พอเติมปุ๊บเราก็จำได้ว่าเป็นคนนั้นคนนี้ แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่รู้จักเลยนี่สมองก็เติมเหมือนกัน ว่าจมูกเขาเป็นอย่างนี้ ปากเขาเป็นอย่างนี้ คางเขาเป็นอย่างนี้ แต่พอถอดหน้ากากออกไป มันไม่เหมือนกับภาพที่เรานึกอยู่ในหัวเลย
ถ้าเราสังเกตก็จะพบว่า สมองเราชอบเติมรายละเอียดลงไปในสิ่งที่เราเห็น ซึ่งบางครั้งก็ตรงตามความเป็นจริง แต่บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง แต่การที่สมองมันเติมอะไรต่ออะไรลงไปนี่มันก็ช่วยทำให้เราสามารถจะเห็นภาพที่ไม่ชัดแล้วกลายเป็นชัดขึ้นมาได้ หรือว่าภาพที่ดูเหมือนไม่มีความหมายมันกลับมีความหมายขึ้นมา
อย่างเช่นเขาให้ดูภาพที่มีสีดำกระจายไป ไม่สม่ำเสมอ เราดูปุ๊บก็เห็นเป็นภาพหมา หมาแดลเมเชียน แดลเมเชียนมันจะมีลาย ลายดำเป็นแต้ม ๆ ในภาพมันไม่ได้มีรายละเอียดอะไรที่จะให้เห็นเป็นหมา แต่ว่าสมองเราเติมรายละเอียดลงไป ทำให้เราเห็นเป็นหมา
มันก็มีตัวอย่างเยอะ ภาพที่มีแค่จุดไม่กี่จุด แต่เราสามารถจะเห็นมันเป็นภาพสามเหลี่ยมบ้าง สี่เหลี่ยมบ้างได้ อันนี้คือความสามารถของสมองที่เราไม่ค่อยได้ตระหนักเท่าไหร่
ที่จริงที่เราเห็นอะไรเป็นสี สีเขียว สีเหลือง เช่น ใบไม้สีเขียว ท้องฟ้าสีฟ้า ดอกไม้สีเหลือง จริง ๆ มันไม่มีสีเพราะว่าไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ท้องฟ้า หรือว่าดอกไม้ มันเพียงแต่ส่งคลื่น คลื่นความถี่ต่าง ๆ กัน ใบไม้ก็ส่งคลื่นความถี่หนึ่ง หรือสะท้อนคลื่นความถี่หนึ่งมาสู่สายตาของเรา ท้องฟ้าก็สะท้อนคลื่นความถี่หนึ่งมาสู่สายตาของเรา ดอกไม้ก็สะท้อนหรือส่งคลื่นความถี่หนึ่งมาสู่สายตาของเรา
จากสายตาเราไปถึงสมองนี่สัญญาพวกนี้มันถูกตีความเป็นสีหมดเลย เช่นเดียวกับเสียง คลื่นเสียง จริง ๆ มันไม่มีเสียงอย่างที่เราได้ยิน มันก็เป็นความเคลื่อนตัวของอากาศในระดับความถี่แตกต่างกัน แต่พอมาถึงหูเราแล้วก็กลายเป็นสัญญาณถึงสมอง สมองก็ตีความเป็นเสียง หรือสมองเติมให้เป็นเสียงต่าง ๆ เสียงจิ้งหรีด เสียงจักจั่น เสียงคนพูด เสียงนก จริง ๆ มันล้วนแต่อยู่ในหัวเราทั้งนั้นแหละ สมองเราไปแปรรูปหรือสร้างขึ้นมา
และสมองเรานี่มันไม่ใช่แค่เติมรายละเอียดให้เห็นเป็นภาพตามความคุ้นเคย ตามที่เข้าใจ บ่อยครั้งยังเติมความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นด้วย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ยิน อันนี้อาจจะว่าเป็นเรื่องของใจก็ได้ เช่น เสียงตีระฆัง 2 ครั้ง เสียงเดียวกันเลยแต่ต่างเวลากัน แต่ว่าเราได้ยินเราจะรู้สึกหรือให้ความหมายแตกต่างกัน
สมัยที่เราเป็นนักเรียน อยู่โรงเรียนเสียงระฆังเสียงแรกก็หมายความว่าเข้าเรียน ที่เคยเล่นอะไรต่ออะไรต้องหยุดหมด พอเราได้ยินเสียงนี้เราก็รู้สึกว่าเกิดอาการเครียดขึ้นมาแล้ว เพราะบางคนยังไม่ได้ทำการบ้านเลย แต่ที่แน่ ๆ คือต้องเข้าห้องเรียนซึ่งเป็นยาขมของเด็กหลายคน
แต่พอเสียงระฆังที่ 2 ตอน 4 โมงหรือบ่าย 3 เสียงเดียวกันเลย ทำไมเราได้ยินแล้วเรารู้สึกต่างจากเสียงแรก หรือเสียงที่ได้ยินครั้งแรก เพราะว่ามันเป็นเสียงเลิกเรียน พอเลิกเรียนเราก็รู้สึกสบายใจ จะได้เล่น จะได้กลับบ้าน ความหมายของเสียงระฆัง 2 ครั้ง มันเป็นสิ่งที่ใจเราหรือสมองเราเติมลงไปให้กับเสียงระฆัง ทั้งที่ก็เสียงเดียวกันแต่เป็นเพราะความหมายไม่เหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกต่อเสียงนั้นแตกต่างกัน
หรือเหมือนกับภาพขวดเหล้า บางคนเห็นภาพขวดเหล้าแล้วความรู้สึกมันแตกต่างจากเวลาพระเห็นขวดเหล้า เพราะบางคนพอเห็นภาพขวดเหล้าแล้วเกิดอาการเปรี้ยวปากทันที เพราะว่าชอบกินเหล้า ขณะที่พระเห็นขวดเหล้าแล้วอาจจะรู้สึกว่านี่แหละเป็นตัวที่ทำให้คนผิดศีลผิดธรรม ไม่มีอาการเปรี้ยวปาก เห็นภาพเหมือนกันแต่ความรู้สึกต่างกันเพราะว่าเรา ใจของเรา สมองของเราให้ความหมายหรือเติมความหมายลงไปในภาพนั้นแตกต่างกัน
อันนี้รวมไปถึงเวลาเรามองท้องฟ้าเห็นดวงดาว แล้วก็เห็นเป็นภาพสัตว์ เห็นเป็นภาพอะไรต่ออะไร อย่างเช่นบางคนเห็นเป็นกระบวย บางคนเห็นเป็นจระเข้ บางคนเห็นเป็นหมีใหญ่ เราเรียกชื่อต่างกันไป ดาวหมีใหญ่ ดาวกระบวย ดาวจระเข้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเติม เติมความหมายลงไป ดาวเจ็ดดวงที่เกาะกลุ่มกัน ที่จริงก็ไม่ได้เกาะกันแต่ว่าเราเห็นมันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เราก็ใส่ความหมายลงไป ว่ามันเหมือนกับจระเข้เลย เหมือนกับกระบวย เหมือนกับหมีใหญ่
ฉะนั้นการเติมความหมายลงไป ในบางครั้งมันก็ลงไปถึงภาพที่เราเห็นเกี่ยวกับผู้คนก็ได้ เช่น เวลาเราไปทำงาน เห็นเพื่อนร่วมงานเขากำลังกระซิบกัน เราก็เติมความหมายลงไปว่า เขาคงกำลังนินทาเรามั้ง เพราะว่าพอเขาเห็นเราเขาก็เลิกคุยกันเลย
แต่ที่จริงเขาอาจจะกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะช่วยเราอย่างไรดี เพราะได้ข่าวว่าพ่อของเราป่วย ป่วยหนักด้วยที่โรงพยาบาล แล้วค่ารักษาพยาบาลก็คงไม่พอ แต่พอเขาเห็นเราเขาก็เลยหยุด เพราะว่าเขาไม่อยากให้เรื่องที่คุยกันนี่ได้ยินถึงหูของเรา เพราะเราอาจจะเกรงใจว่าอย่าเลย ไม่ต้องหรอก ฉันยังไม่ได้ลำบากอะไร
ธรรมดาของคนเราเวลาเห็นอะไร ได้ยินอะไร เราไม่ได้เห็นเฉย ๆ ไม่ได้ยินเฉย ๆ แต่เรามักจะมีการเติมแต่งลงไปในภาพที่เห็น ในสิ่งที่ได้ยิน หรือในปรากฏการณ์ที่เราพบ ไม่ใช่แค่เติมข้อมูล แต่ยังเติมความหมาย ใส่ความหมายลงไป ซึ่งมีทั้งบวกทั้งลบ ทั้งดีและก็ร้าย ซึ่งก็ทำให้คนบางคนก็ดีใจ แต่บางคนก็เสียใจ หรือเกิดความทุกข์ขึ้นมา
นอกจากนั้นสมองหรือใจเรา บางครั้งพอเห็นภาพอะไรบางอย่าง มันก็ไม่ใช่แค่เติมรายละเอียด หรือเติมความหมาย แต่บางทีก็ทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อย่างเช่นเราอาจจะเคยเห็นภาพบางภาพ ดูเหมือนมีวงกลมอยู่ แต่พอดูใกล้ ๆ มันไม่ใช่วงกลม หรือว่าบางภาพดูเหมือนว่าเส้นแต่ละเส้นมันโค้ง แต่เขาบอกว่าถ้าดูจริง ๆ มันไม่โค้งหรอก มันเป็นเส้นตรง แต่ตาเราหรือสมองเรามันเห็นเป็นเส้นโค้ง อันนี้เรียกว่ามันหลอกเรา
เส้นสองเส้น ตาเราบอกว่าเส้นหนึ่งมันสั้นกว่าอีกเส้นหนึ่ง แต่พอวัดจริง ๆ มันเท่ากันเลย แต่ว่าลักษณะอาการมันทำให้สมองของเราไปตีความว่า อีกเส้นหนึ่งมันสั้นกว่า แต่การตีความแบบนี้มันทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้
แล้วบางครั้งสมองเรามันไม่ได้แค่เติมอย่างเดียว บางทีมันตัดด้วย มีคลิปวีดีโอคลิปหนึ่งสั้น ๆ แค่ 1 นาที คลิปนี้มันเริ่มต้นด้วยข้อความเปิดตัวว่าให้นับดูว่า คนที่ใส่เสื้อสีขาวเขาโยนลูกบาสเกตบอล ส่งผ่านกันกี่ครั้ง เริ่มต้นด้วยคำถามเลย เสร็จแล้วก็ตัดไปเป็นภาพคน 6 คน
มี 3 คนที่ใส่เสื้อสีขาว อีก 3 คนใส่เสื้อสีดำ คนที่ใส่เสื้อสีดำมีลูกบาสเกตบอลโยนกันไปโยนกันมา คนที่ใส่เสื้อสีขาวก็มีลูกบาสเกตบอลโยนกันไปโยนกันมา หน้าที่ของเราคือ นับว่าคนใส่เสื้อสีขาวเขาส่งผ่านลูกบาสเกตบอลกี่ครั้ง เขาให้เวลา 30 วินาที
พอครบ 30 วินาทีเขาถามว่ากี่ครั้ง เสร็จแล้วก็บอกว่าคำตอบที่ถูกต้องคือ 15 ครั้ง นี่ก็ธรรมดา แต่คนก็เถียงกันแล้ว ไม่ใช่ 15 นี่ 14 มั้ง แต่ที่นึกไม่ถึงคือ ข้อความต่อมาเขาถามว่ามีใครเห็นกอริลลาในคลิปนี้บ้าง ตอนนี้คนงงแล้ว อะไรอ่ะกอริลลา มีด้วยหรือ
แล้วเขาก็กรอฟิล์มกลับ บอกว่าระหว่างที่โยนลูกบอลกันไปโยนกันมานี่ มีคนหนึ่งแต่งชุดกอริลลาสีดำเดินผ่านกลางวงมาเลย แล้วก็ยืนอยู่หน้ากล้อง ทำท่าทุบอกเหมือนกอริลลา แล้วก็เดินผ่านไป พบว่าหลายคนไม่เห็น เขาเคยถามมีใครบ้างที่เห็น ปรากฏว่าส่วนมากนี่ไม่เห็นกอริลลา ทั้งที่มันอยู่ต่อหน้า
ทำไมไม่เห็น ก็เพราะว่าตอนนั้นใจไปจดจ่ออยู่กับการโยนลูกบอลของคนใส่เสื้อสีขาว พอเราไปจดจ่อตรงนั้นอย่างอื่นนี่มันตัดออกไปเลยจากการรับรู้ ภาพคนใส่ชุดสีดำแบบกอริลลามันมาสู่สายตาของเรา แต่ใจเราไม่รับรู้ อันนี้จะเรียกว่าวิญญาณมันไม่เกิดก็ได้ แล้วก็ทำกับคนหลายกลุ่มก็ได้ผลคล้าย ๆ กันคือ คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นกอริลลา เพราะอะไร เพราะว่าไปจดจ่อใส่ใจอยู่กับคนใส่เสื้อสีขาว
อันนี้มันก็ชี้ให้เห็นว่า คนเรานี่แม้มีภาพปรากฏต่อหน้าชัด ๆ บางครั้งก็ไม่เห็น คือไม่รับรู้ อันนี้เป็นการทำงานของสมอง หรือของใจเราที่บางสิ่งบางอย่างมันจะถูกตัดทิ้งออกไปจากการรับรู้โดยที่เราไม่รู้ตัว เราก็เลยบอกว่าไม่มี ๆ ทั้งที่มันมี ชี้ให้เห็นเลยว่าสิ่งที่เราเห็นนี่บางครั้งก็ไม่ตรงกับความเป็นจริง
ความเป็นจริงอย่างหนึ่งแต่สิ่งที่เราเห็นอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความเป็นจริงคือโค้กมันไม่มีสีแดงแต่เราเห็นเป็นสีแดง หรือว่าความเป็นจริงคือมีคนใส่ชุดกอริลลาเดินผ่านตาเรา กลางวง แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือเห็นแต่คนใส่เสื้อสีขาวโยนบาสเกตบอลไปมา อาจจะเห็นคนใส่เสื้อสีดำโยนบาสเกตบอลใกล้ ๆ กันก็ได้ แต่ว่าไม่เห็นกอริลลาตัวใหญ่
มันเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราเห็น บางครั้งมันไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นมันก็เตือนเราว่า อย่าไปเชื่อ อย่างที่ไปเชื่อเสมอในสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความจริง แต่คนเราไม่ค่อยได้ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ฉะนั้นก็จะยืนยันว่าฉันเห็นอย่างนั้น ฉันเห็นอย่างนี้ หรือฉันได้ยินอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันไม่มี หรือบางอย่างมันมีแต่มองไม่เห็นเลยบอกว่ามันไม่มี เพราะว่าจิตใจหรือสมองคนเรามีแนวโน้มที่จะแยกแยะตามความสนใจ หรือความคุ้นเคยก็ได้
อย่างเช่นบนโต๊ะมีดอกไม้ มีพระเครื่อง มีหนังสือ มีโทรศัพท์มือถือ อาจจะมีเครื่องสำอาง แต่ให้คน 4-5 คนมาดูภาพ บางคนก็เห็นแต่โทรศัพท์มือถือ แต่บางคนก็เห็นแต่ดอกไม้ บางคนก็อาจจะเห็นแต่เครื่องสำอาง หรืออาจจะเห็นอีกอย่างสองอย่างแต่อีก 2-3 อย่างที่เหลือมองไม่เห็น ไม่ใช่ไม่มี มันมีแต่มองไม่เห็น เพราะว่าความสนใจมันไม่ได้ออกไปในทางนั้น อันนี้เขาเรียกว่าสังขารเป็นปัจจัยให้กับวิญญาณ สังขารคือความคิดปรุงแต่ง ความชอบ รสนิยม เราชอบอะไรเราก็จะเห็นสิ่งนั้น อะไรที่เราไม่ชอบบางทีเราก็ไม่เห็นเลย
อย่างบางคนเดินเข้าไป ขับรถเข้าไปในเมืองเห็นแต่ร้านเซเวน หรือบางคนก็เห็นแต่ร้านขายโทรศัพท์มือถือ บางคนก็เห็นแต่ร้านขายเสื้อผ้า แต่ละคนก็เห็นไม่เหมือนกัน และถ้ามาเถียงกันว่า ถนนเส้นนี้มีร้านขายเสื้อผ้าด้วย อีกคนบอกไม่มีไม่เห็น ก็เถียงกันแล้ว ที่จริงบอกว่าไม่เห็นยังพอว่าแต่บอกว่าพอไม่มีนี่มันก็เถียงกัน บางคนบอกว่าเห็นร้านหนังสือ มีร้านหนังสืออยู่ บางคนบอกมันไม่มี คนที่บอกว่ามีร้านหนังสือก็เถียงกับคนที่บอกว่าไม่มี ทั้ง ๆ ที่มันมีแต่มองไม่เห็น เพราะความสนใจแตกต่างกัน
อันนี้ที่เราเรียกว่าสังขารเป็นปัจจัยให้กับวิญญาณ การรับรู้ว่ามีนั่นมีนี่หรือรับรู้ว่าไม่มี ไม่รับรู้ว่ามีนั่นมีนี่เป็นเรื่องของวิญญาณ ซึ่งมันก็เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในหัวของเรา ที่เราเรียกว่าสังขาร ความชอบ ความนิยม หรือความไม่ชอบ
แล้วไม่ใช่เฉพาะแค่สิ่งที่เห็นด้วยสายตา สิ่งที่ได้ยินด้วยหูที่เป็นเรื่องรูปธรรม ยังไม่นับถึงการตีความหรือการสรุปว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เราเรียกว่าความคิด ขนาดสิ่งที่เห็นด้วยตายังเชื่อไม่ได้ สิ่งที่ได้ยินด้วยหูก็ยังเชื่อไม่ได้ เชื่อไม่ได้เสมอไป นับประสาอะไรกับความคิด
แต่บ่อยครั้งเราก็เชื่อความคิดมาก เชื่อสิ่งที่เราสรุป เห็นแฟนหนุ่มไปกินข้าวกับหญิงสาวคนหนึ่งในเวลากลางคืน เราไม่เห็นเองแต่มีคนถ่ายรูปแล้วก็ส่งมาให้เรา เราก็โกรธเลยเพราะคิดว่าเขานอกใจ เขามีกิ๊ก อันนี้คือความคิด เป็นการสรุปจากสิ่งที่เห็น ที่เห็นน่ะถูก แต่ว่าสิ่งที่ถูกนี่อาจจะผิดก็ได้เพราะว่าผู้หญิงคนนั้นอาจจะไม่ได้เป็นกิ๊ก อาจจะเป็นหลาน อาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนมีปัญหาปรึกษาหารือกัน
หรือลูกไม่กลับมาที่บ้านตามเวลา ปกติ 1 ทุ่มก็ถึงบ้านแล้ว นี่ 4-5 ทุ่มแล้วยังไม่ถึงเลย คิดไปแล้วนี่ เกิดอุบัติเหตุหรือเปล่า ถูกลักพาตัวไปไหม หรือไปเมาเหล้าเมายาที่ผับบาร์ที่ไหนหรือเปล่า พอคิดแบบนี้แล้วเชื่อความคิดก็เครียด วิตกกังวลเลย ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร เพียงแต่เพื่อนไม่สบายปัจจุบันทันด่วนต้องพาไปโรงพยาบาล แล้วก็บังเอิญลืมโทรศัพท์ไว้ที่สำนักงานเลยติดต่อไม่ได้ แต่ว่าคนที่เป็นแม่สรุปไปแล้วว่าลูกต้องเจอเหตุร้ายแน่
คนเราถ้าหากว่าไม่รู้จักทักท้วงความคิด มันก็จะทุกข์ไดง่าย แล้วไม่ได้ทุกข์คนเดียวบางทีทำให้คนอื่นทุกข์ด้วย เพราะว่าเกิดความโกรธ เกิดความไม่พอใจ เกิดความร้าวฉานทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่างหญิงสาวที่เข้าใจว่าชายหนุ่มไปมีกิ๊ก พอเจอหน้ากันก็ด่าเลย ไม่ทันจะถามเพราะเชื่อความคิด
สิ่งที่จะวัดความความก้าวหน้าในการปฏิบัติอย่างหนึ่งนั่นก็คือ รู้จักทักท้วงความคิด เพราะรู้ว่าความคิดนี่มันไม่ใช่ว่าจะเชื่อได้ทุกเรื่อง ความคิดที่ดีก็มี ความคิดที่ไม่ดีก็มี ความคิดที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความจริงก็มี ฉะนั้นเชื่อมันทุกอย่างไม่ได้ ต้องรู้จักทักท้วง
แต่บางครั้งมันไม่ทันทักท้วงเพราะมันเกิดอารมณ์ เกิดความไม่พอใจ เกิดความโกรธ หรือเกิดความกลัว เกิดความวิตกขึ้นมา พอมีอารมณ์เกิดขึ้นสติกระจายหมดเลย พอไม่มีสติหรือสติกระจาย สติแตก มันก็ไม่มีตัวที่จะมาทักท้วงความคิด
แต่สำหรับคนที่ปฏิบัติโดยเฉพาะปฏิบัติเจริญสติ ถ้าปฏิบัติถูกสติก็จะรวดเร็วฉับไว มีอำนาจในการที่จะไม่พ่ายแพ้ต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้น มีความโกรธแต่ว่าก็ยังพอมีสติ เตือนไม่ให้เชื่อความคิด หรือไม่ไหลไปตามอารมณ์ มีความกลัว ความวิตก ความเครียด แต่ก็ยังมีสติมากพอที่จะไม่ไหลหรือถูกครอบงำด้วยความเครียด ความวิตก ยังมีกำลังในการทัดทานความคิดและอารมณ์ได้
และนักปฏิบัติ ถ้าถามอาจารย์ดูความก้าวหน้าตรงไหน ก็ดูตรงนี้แหละ ข้อหนึ่งก็คือว่ารู้จักทักท้วงความคิด ไม่หลงเชื่อความคิดไปทุกอย่าง รวมทั้งไม่เชื่อทุกอย่างที่ตาเห็น หรือทุกอย่างที่หูได้ยิน เพราะว่าสิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้ยินคือสิ่งที่คิดเอานี่อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ได้.