พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2567
วันนี้ถ้าว่าตามปฏิทินจันทรคติคือ วันแรม 6 ค่ำเดือน 8 เมื่อวานนี้แรม 5 ค่ำเดือน 8 เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในพุทธศาสนาเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว หรือถ้าอาจจะระบุเจาะจงก็คือเมื่อ 2,612 ปีที่แล้ว มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ในวันนั้นเมื่อ 2,612 ปีที่แล้ว แรม 5 ค่ำเดือน 8 นั่นก็คือมีพระอรหันต์กลุ่มแรกเกิดขึ้นในพุทธศาสนา พระอรหันต์กลุ่มแรกก็คือปัญจวัคคีย์นั่นเอง เราก็ทราบดีแล้วว่าวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่จริงพระสงฆ์ก็มีแค่รูปเดียว ก็คือพระโกณฑัญญะซึ่งได้เป็นพระโสดาบัน
หลังจากนั้น แรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ 4 ค่ำ ก็มีพระอริยเจ้าเกิดขึ้นตามมา วันละรูป ๆ ก็คือ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันตามพระโกณฑัญญะ เรียงลำดับ จนกระทั่งพอถึงแรม 4 ค่ำก็มีพระอริยสงฆ์ 5 รูปแต่ก็เป็นพระโสดาบัน พอวันถัดไป แรม 5 ค่ำ ทั้ง 5 รูปนี่ก็ได้เป็นพระอรหันต์ หลังจากที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาพระพุทธเจ้าชื่อว่า อนัตตลักขณสูตร
นับเป็นครั้งแรกที่มีพระอรหันต์กลุ่มแรกเกิดขึ้นในโลก อันนี้ไม่นับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์แต่ว่าถ้าพูดถึงพระอรหันต์กลุ่มแรก เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกนี้ก็นี่แหละวันแรม 5 ค่ำเดือน 8 เมื่อ 2,612 ปีที่แล้ว หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เอาง่าย ๆ 2,600 ปีที่แล้ว ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธศาสนา
พอหลังจากนี้ก็มีพระอรหันต์เกิดขึ้นตามมามากมาย เรียกว่านับไม่ถ้วนเลย และเฉพาะกลุ่มแรกนี่ พระอรหันต์กลุ่มแรก ทุกท่านได้บรรลุธรรมก็เพราะได้ฟังอนัตตลักขณสูตร ก็คือคำสอนว่าด้วยอนัตตลักขณะ หรือความเป็นอนัตตา เนื้อหาของพระสูตรนี้ก็ลึกซึ้ง อันนี้ก็คงเป็นเหตุผลที่พระองค์ไม่ได้ทรงแสดง หรือไม่ได้ยกมาเป็นปฐมเทศนา
แต่ว่าเมื่อพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้เป็นพระโสดาบันแล้วก็ย่อมที่จะเข้าใจสัจธรรมที่สำคัญ นั่นก็คือ อนัตตา อนัตตาคือความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรมนี่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่สามารถยึดว่าเป็นเราเป็นของเราได้
แล้วพระองค์ก็แจกแจง ที่ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนนี้เพราะอะไร ก็แจกแจงตั้งแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ทั้ง 5 นี้ว่า ถ้ารูปเป็นตัวตนแล้วไซร้ รูปนี้จับต้อง ไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ หมายความว่า ถ้าร่างกายนี้เป็นตัวตนหรือว่าเป็นของเรา เราก็สามารถสั่งได้แล้วว่าอย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าแก่ แล้วก็สามารถสั่งให้รูปนี้เป็นไปดั่งใจได้
แต่ก็เป็นอย่างที่เรารู้ เราไม่สามารถสั่งได้ ร่างกายนี้อย่าว่าแต่ไม่เจ็บไม่ป่วย หรือไม่แก่เลย ในเรื่องง่าย ๆ ว่า คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักมาก จะสั่งให้ผอมเพรียวก็สั่งไม่ได้ อย่าว่าแต่สั่งไม่ได้เลยแม้แต่พยายามที่จะลดน้ำหนัก ลดแล้วลดอีก อดอาหารแล้วอดอาหารอีกก็ยังลดไม่ได้ก็มีเยอะ เพราะว่ารูปนี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา คำว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนความหมายหนึ่งก็คือ ควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ สั่งไม่ได้
ไม่ใช่แต่รูปอย่างเดียว เวทนาก็เหมือนกัน สั่งว่าอย่าให้เกิดเลย ความปวดความเมื่อย เราก็สั่งไม่ได้ เวลาเจ็บเวลาป่วย จะสั่งให้มันหายบรรเทา ก็สั่งไม่ได้ อันนี้ก็แสดงว่าเวทนาไม่ใช่ของเรา และที่เวทนาไม่ใช่ของเราก็หมายความว่าเวทนาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
มีอีกเหตุผลหนึ่งที่พระพุทธเจ้าอธิบายว่า รูป เวทนา สังขาร สัญญา วิญญาณนี่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ก็เพราะว่ารูปนี้ไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง สัญญา สังขาร วิญญาณก็ไม่เที่ยง ในเมื่อไม่เที่ยงก็แปลว่ามันเป็นทุกข์ และเมื่อมันเป็นทุกข์จะเรียกว่ามันเป็นตัวตนได้อย่างไร
ที่ท่านกล่าวอย่างนั้นก็อธิบายในแง่ว่า เป็นเพราะไม่เที่ยง เป็นเพราะทุกข์ไม่ยั่งยืน เสื่อมดับไป ไม่ช้าก็เร็ว นี่ก็แสดงว่ามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อันนี้คือความหมายที่สองของอนัตตา
ความหมายประการแรกก็คือว่า ควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ สั่งให้เป็นไปตามใจปรารถนาไม่ได้ และประการที่สองก็เพราะว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันจึงไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ถ้าเราคิดตามก็จะเข้าใจว่า ความเป็นตัวเป็นตนก็หมายถึง การที่มันอยู่ในอำนาจของเรา หรือว่ามันมีความเที่ยง มันย่อมไม่มีวันเสื่อมสลาย นี่คือความหมายของตัวตน
ฉะนั้นเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าสังขารนี่ ทั้งรูปธรรมนามธรรม ทั้งหมดทั้งปวง มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ คือทนได้ยาก ต้องเสื่อมต้องดับไป ดังนั้นจะเรียกว่ามันเป็นตัวตน หรือจะเรียกว่ามันมีตัวตนก็ไม่ได้
พอไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่แปลว่าไม่มีอะไรเลย ไม่ได้แปลว่าว่าง เพราะอย่างที่เราเห็น เห็นด้วยตา สัมผัสด้วยมือ นี่ฝากระดาน ฝาพื้น หรือว่าก้อนหิน มันไม่ใช่ว่างเปล่า จับต้องร่างกายเรา มันก็ไม่ใช่ว่างเปล่า แต่ที่ท่านว่าเป็นอนัตตาก็คือ ว่างเปล่าจากตัวตน ไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ ที่มีที่จับต้องได้เป็นเพราะมันมีส่วนย่อย ๆ มีองค์ประกอบมารวมกัน เมื่อองค์ประกอบหรือส่วนประกอบมารวมกันแล้วเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา แล้วก็ตั้งชื่อหรือเรียกสิ่งนั้น
อย่างเช่นรถยนต์ มันเกิดจากอะไร เกิดจากชิ้นส่วนนับพันชิ้นส่วน ที่เห็นได้ชัดก็คือ พวงมาลัย ล้อ เพลา หม้อน้ำ แล้วก็อะไรอีกมากมาย แต่ถ้าเกิดว่าเราแยกส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ออกจากกัน เอาพวงมาลัยออก เอาล้อออก เอาเพลาออก เอาหม้อน้ำออกและเครื่องเคราต่าง ๆ ออก ออกไปทีละชิ้น ๆ สุดท้ายเหลืออะไร เหลือความว่าง ตัวตนของรถนี่ไม่มี
รถนี่มันเป็นแค่ชื่อเรียกของชิ้นส่วนนับพัน ชิ้นส่วนนับพันเมื่อมันก่อเกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา เราก็เรียกสิ่งนั้นว่ารถ แต่มันไม่มีตัวตนของรถ หรือเราเรียกว่ารถไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน คำว่ารถมันเป็นแค่คำเรียก ภาษาที่เขาเรียกว่าสมมุติ รถเป็นสิ่งสมมุติ
รถที่เราเห็นนี่มันเป็นสิ่งสมมุติ เป็นชื่อเรียกที่ใช้เรียกสิ่งที่เกิดจากชิ้นส่วนนับพันชิ้นที่มาประกอบกัน แต่ว่ามันไม่มีตัวตนของรถ เพราะถ้าเราเอาชิ้นส่วนแต่ละชิ้นส่วนออกจากกัน มันก็ไม่เหลืออะไรเลย มีแค่ความว่าง
ที่จริงไม่ต้องดูอื่นไกล กำปั้นของเรา กำปั้นเราคิดว่ามีตัวตนใช่ไหม กำปั้นที่จริงก็คือคำที่ใช้เรียกนิ้วที่รวบเข้าหากัน นิ้วทั้งห้าที่รวบเข้าหากันเราเรียกสิ่งนั้นว่ากำปั้น แต่ถ้าเกิดว่านิ้วทั้งห้ามันคลายออก กำปั้นก็ไม่มีแล้ว ไม่เหลือสิ่งที่เรียกว่ากำปั้นแล้ว คราวนี้ก็หมายความว่ากำปั้นนี่เป็นคำสมมุติหรือคำที่ใช้เรียกนิ้วทั้งห้าที่รวบเข้าหากัน แต่ถ้านิ้วเหล่านั้นมันคลายออก กำปั้นก็หายไป อันนี้คือเรียกว่าไม่มีตัวตนของกำปั้น หรือว่ากำปั้นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
นี้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจความหมาย เพราะไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อนัตตาแปลว่าไม่มีอะไรเลย ไม่ใช่ ไม่ได้แปลว่าว่าง ไม่ใช่ ที่ว่างนี่คือว่างเปล่าจากตัวตน เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นเสา เก้าอี้ โทรศัพท์ รถยนต์ มันล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ มารวมกัน แล้วเราก็เรียกสิ่งนั้นว่า เสาบ้าง ไม้บ้าง ก้อนหินบ้าง ต้นไม้บ้าง โทรศัพท์บ้าง ถ้าแยกสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน มันก็ไม่เหลืออะไรเลย อันนี้เขาเรียกว่าว่างเปล่าจากตัวตน ไม่ใช่ว่าว่างเปล่าคือไม่มีอะไรเลย มันมี จับต้องได้ แต่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน
ซึ่งเรามักจะเผลอ อะไรก็ตามที่เราเรียก เช่น เรียกว่ารถ โทรศัพท์ เราก็คิดว่ามีตัวตนที่เป็นรถหรือว่ามีตัวตนที่เป็นโทรศัพท์ แต่ที่จริงไม่ใช่ คำพูดหรือชื่อนี่มันหลอกเรา ที่เราสมมุตินี่มันหลอกเรา
แม้กระทั่งคำว่า ตัวเรา จริง ๆ ลองถามตัวเองว่า ตรงไหนที่เป็นเรา อ้าว (ชี้ไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย) ตรงนี้เหรอ นี่ไม่ใช่เรา นี่คือหน้าอก ตรงนี้เหรอเรา นี่ไม่ใช่เรา นี่คือหน้าผาก ตรงนี้เราหรือเปล่า ไม่ใช่เรา นี่คือจมูก ตรงนี้เราหรือเปล่า ไม่ใช่ นี่คือหู ชี้ไปตรงไหนก็ไม่เจอเรา มันเจอแต่หน้าผาก เจอแต่หัว เจอแต่ปาก คอ หน้าอก แขน ขา ทั้งหมดทั้งมวลนี้พอมารวมกัน เราก็สมมุติเรียกว่าเรา หรือว่าร่างกายของเรา แต่หาตัวเราไม่เจอเลย
แล้วไม่ใช่เฉพาะที่เป็นเรื่องรูปธรรม นามธรรมก็เหมือนกัน เช่น ถามว่า เราเป็นอะไร หรือเราคืออะไร ก็บอกว่าเราคือพ่อ พ่อนี้คือสถานะ เราคือแม่ แม่คือสถานะ เราคือหมอ หมอคืออาชีพ เราคือพระ พระนี่ก็อาจจะเรียกว่าเป็นสถานะ เราคือผู้ชาย เราคือผู้หญิง ผู้ชายหรือผู้หญิงคือเพศ มันไม่ใช่เรา อาชีพนี่ก็ไม่ใช่เรา สถานะก็ไม่ใช่เรา เราคือมนุษย์ มนุษย์นี่ก็คือประเภทของสิ่งมีชีวิต
เราในที่นี้หรือพูดให้ชัดคือฉันคืออะไร ฉันคือหมอ ซึ่งไม่ใช่ หมอไม่ใช่ตัวฉัน หมอก็คืออาชีพ พ่อแม่ก็คือสถานะ มันไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ว่าจะตอบอย่างไร หาตัวฉันไม่เจอ เพราะทั้งหมดที่ตอบมา มันเป็นแค่คุณสมบัติของสิ่งที่เราสมมุติว่าเป็นตัวฉัน แต่มันไม่ใช่ตัวฉัน มันเป็นคุณสมบัติ หรือสมมุติที่ใช้เรียก
ถ้าเราเอาคุณสมบัติของตัวฉันออก ไม่ว่าจะเป็นสถานะ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ เอาออกไป มันไม่เหลือตัวฉันเลย มันว่างเปล่า แต่คุณสมบัติต่าง ๆ เช่น อาชีพ สถานะ เพศ มันคือคุณสมบัติที่ใช้พอกสิ่งที่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน สิ่งที่ไม่ใช่ฉัน เพราะมันไม่มีตัวฉัน
สมัยอาตมาเด็ก ๆ มันจะมีของเล่นชนิดหนึ่ง เป็นหมู หมูกระดาษ กระดาษแข็ง เขาเอากระดาษแข็งมาพอกทีละชั้น ๆ จนเป็นตัวหมูสีแดง ให้เด็กขึ้นขี่เล่นได้
แต่ถ้าเกิดว่าเราดึงเอากระดาษที่ใช้พอกนี่ออกไปทีละแผ่น ๆ ทีละชั้น ๆ มันไม่เหลืออะไรเลย มันเหลือแต่ความว่าง สิ่งที่เรียกว่า ตัวฉัน หรือสิ่งที่เราคิดว่าเป็นตัวฉัน ที่จริงก็คือคุณสมบัติที่ใช้พอกสิ่งที่เป็นความว่าง ว่างเปล่าจากตัวฉัน ถ้าเราเอาสถานะ เอาเพศ เอาอาชีพออกนี่ สุดท้ายมันหาตัวฉันไม่เจอ เพราะมันไม่มีตั้งแต่แรก
อันนี้เป็นสัจธรรมที่สำคัญมากเพราะว่าในเมื่อไม่มีตัวฉัน มันเกิดจากการสมมุติขึ้นมา แล้วไปหลงติด หลงยึด โดยเฉพาะไปหลงยึดว่านี่เป็นฉัน เป็นของฉัน ทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านั้นนี่มันไม่เที่ยง มันมีวันที่มันเสื่อม มันดับ มันสลาย หรือที่เรียกว่ามันทนได้ยาก ตรงนี้แหละเป็นที่มาของความทุกข์ การที่เราไปยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นฉันหรือเป็นของฉัน มันคือที่มาของความทุกข์ และเรามักจะไปยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นฉัน หรือเป็นเรา เป็นของเรานี่เปรอะไปหมดเลย
อย่างเช่นเวลาเรานั่งตรงไหน ทั้งที่เรานั่งแค่ไม่กี่นาที เราก็ยึดแล้วเป็นของฉัน ได้ที่นั่งในหอประชุม นั่งเสร็จก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ กลับมามีคนอื่นนั่งแทน โกรธ มานั่งที่ของฉันได้ยังไง มันเป็นของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอยึดเป็นของฉันจึงโกรธเลย
ทางเดินจงกรมก็เหมือนกัน มาเดินจงกรมในวัด เดินได้สักชั่วโมงหนึ่งได้เวลาไปกินข้าวกลางวัน กลับมา อ้าว ทางนั้นมีคนใช้เสียแล้ว ไม่พอใจ บอกให้เขาไปเดินที่อื่น เพราะอะไร เพราะนี่เป็นทางของฉัน พอเขาไม่ยอม ก็โกรธ ก็ทะเลาะกัน ความทุกข์ความขัดแย้งตั้งแต่เล็กจนใหญ่ เป็นเพราะไปยึด สารพัดสารเพว่าเป็นฉัน เป็นของฉัน
เวลาเรามีอะไรถ้าเรายึดสิ่งนั้นว่าเป็นเราเป็นของเรา มันเตรียมทุกข์ได้เลย อย่างเช่นมีใครพูดวิจารณ์ว่าโทรศัพท์เครื่องนี้มันเก่า เสื้อตัวนี้มันโทรม ถ้าเรายึดว่าโทรศัพท์ของเรา เสื้อของเรา หรือยึดเสื้อว่าเป็นเรา หรือยึดโทรศัพท์ว่าเป็นเรา เราไม่พอใจ เพราะว่าเรารู้สึกถูกกระทบขึ้นมา ทั้งที่เขาไม่ได้พูดถึงเราเท่าไหร่ เขาพูดถึงโทรศัพท์ เขาพูดถึงเสื้อ แต่ว่าไปว่าเสื้อ ไปว่าโทรศัพท์ก็เหมือนว่าเรา
หรือรถก็เหมือนกัน มีใครไปขีดข่วนรถนี่ถ้าเรายึดว่ารถนี้เป็นเราเป็นของเรา เราโกรธ เราเจ็บปวดมากเลย ทั้งที่ไม่มีใครทำอะไรกับร่างกายของเรา ทำไมเราปวด เพราะว่ามีคนไปขูดขีดรถ แล้วพอไปคิดว่ารถนั้นเป็นเรา เป็นของเรานี่เราเจ็บ เราปวด เราโมโห เราตอบโต้ แล้วบางทีคนที่ทำให้รถเป็นรอยมันไม่ใช่ใคร คือลูก แต่ความโกรธที่มันเกิดขึ้นก็สามารถทำให้เราตีลูก ด่าลูกได้ หรือทำร้ายลูก ทั้งที่ลูกก็แค่ขีดรถ ไม่ได้ทำอะไรเราสักหน่อย แต่ทำไมเราโกรธ ทำไมเราเป็นทุกข์ เพราะไปยึดว่ารถเป็นเรา เป็นของเรา
การที่เราไปยึดอะไรต่ออะไรเป็นเราเป็นของเรานี่ เป็นที่มาของความทุกข์ เพราะว่าสิ่งที่เรายึดมันล้วนแต่ไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ โดยเฉพาะถ้าเราไปยึดร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา พอมันแก่ พอมันชรา พอหนังเหี่ยว พอมีผมหงอก พอมีรอยตกกระ พอมีสิวนี่เราทุกข์แล้ว เพราะอะไร เพราะไปยึดว่าร่างกายนี้ รูปนี้เป็นของเรา หรือเป็นเรา
แล้วยิ่งเกิดเจ็บป่วยขึ้นมายิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ เพราะไม่ได้คิดว่าร่างมันป่วย หรือรูปมันป่วย แต่คิดว่าเราป่วย เวลามีแผลที่แขน เราไม่รู้สึกว่าแขนเจ็บ แต่เรารู้สึกว่ากูเจ็บ เพราะอะไร เพราะไปสำคัญมั่นหมายว่า แขนนี่เป็นกู แต่เมื่อใดก็ตามที่คนเรานี่เห็นความจริงแล้วว่า แขนไม่ใช่เรา หรือรูปไม่ใช่เรา ร่างกายไม่ใช่เรา มีอะไรเกิดขึ้นกับรูป เกิดขึ้นกับร่างกาย มันก็ทุกข์น้อย มันก็ทุกข์แต่กาย แต่ใจไม่ทุกข์
อาจารย์กำพล ตอนที่พิการตั้งแต่คอลงมานี่ทุกข์มากเลย ทุกข์ 10 กว่าปีได้ จนกระทั่งพอได้เรียนวิธีเจริญสติจากหลวงพ่อคำเขียน ท่านให้คำแนะนำทางจดหมาย ด้วยสภาพของอาจารย์กำพลที่ยกมือสร้างจังหวะไม่ได้ ก็แนะนำให้พลิกมือไปพลิกมือมา
ให้พิจารณาว่าที่พลิกนี่ คือรูป แล้วถ้าเกิดคิดไปนี่ คือนาม มือพลิกไม่ใช่เราพลิก ใจมันคิดไม่ใช่เราคิด ให้เห็นเป็นรูปเป็นนาม ไม่ใช่เราคิด ไม่ใช่เราพลิก พอถึงจุดหนึ่งอาจารย์กำพลเข้าใจเลย เข้าใจเรื่องรูปเรื่องนาม แล้วก็เห็นต่อไปว่า ที่พิการนี่ คือกายพิการ ไม่ใช่เราพิการ หลงคิดตั้งนานว่าเราพิการ หลงคิดตั้งนานว่ากูพิการ มันเลยทุกข์ใจมาก ทุกข์ใจจนท้อแท้ ใช้ชีวิตเหมือนรอวันตาย ห่อเหี่ยว สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง
แต่พอเห็นความจริงว่า ที่พิการนี่คือ กายพิการไม่ใช่เราพิการ อาจารย์กำพลบอก จิตออกจากความทุกข์เลย ฉะนั้นความทุกข์คนเรา ไม่ว่าทุกข์ที่เกิดกับร่างกาย หรือทุกข์ที่เกิดกับทรัพย์สิน คนรัก มันล้วนแต่เกิดจากความไปยึดติดถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา
แม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความคิด ความคิดนี่มันก็ไม่ใช่เรา แต่พอไปคิดว่าเป็นเราเป็นของเราขึ้นมานี่ก็เตรียมตัวทุกข์ได้เลย เพราะว่าพอมีคนเขาไม่เห็นด้วยกับความคิดที่อยู่ในหัวเรา หรือเขาวิพากษ์วิจารณ์ความคิดนั้น อะไรเกิดขึ้น เราจะโกรธ ไม่พอใจ แล้วเราก็จะตอบโต้ ตอบโต้คนที่พูดอย่างนั้น บางทีไม่ได้ชี้แจงแต่ด่าเลย เพราะอะไร เพราะไปยึดว่าความคิดเป็นเราเป็นของเรา กระทบความคิดก็เหมือนกระทบตัวเรา ก็เลยโกรธ
จริง ๆ แล้วตัวกูไม่มีจริง แต่มันไปเกิดจากการปรุงแต่งขึ้นมาในใจ และพอปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว มันก็สามารถย้อนกลับมาสร้างความทุกข์ให้กับเราได้
สิ่งที่ไม่มีจริงมันก็สามารถทำให้เราทุกข์ได้ เหมือนกับเราอยู่กุฏิ ถ้าเรานึกว่ามันมีผี หรือนึกว่ามีงูอยู่ในกุฏิ เรานอนไม่มีความสุขแล้ว ทั้งที่ในกุฏิไม่มีงู ในกุฏิไม่มีผี แต่พอคิดว่ามันมีผี สิ่งที่คิดนั้นแม้จะเป็นจินตนาการ ไม่มีจริง ก็สามารถทำให้ทุกข์ได้
นักโทษที่เขาเคยเล่าว่า เขาถูกตัดสินประหารชีวิต แต่แทนที่จะแขวนคอยิงเป้าก็ใช้วิธีใหม่คือ ถ่ายเลือดออกจากร่างกายจนหมด แต่จริง ๆ นี่ไม่ได้ถ่ายเลือด ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เขาทำให้เหมือนกับว่ามีการถ่ายเลือด มีการขูดขีดที่ขาเหมือนกับว่ามีการแทงเข็ม แล้วก็มีเสียงเหมือนกับว่าเสียงเลือดนี่มันไหลลงขวด แต่ที่จริงไม่ใช่ เป็นเสียงน้ำ
ทั้งหมดนี้จัดฉากขึ้นมาทั้งนั้น แต่ว่านักโทษเข้าใจว่าตัวเองกำลังถูกระบายถ่ายเลือดออกไปจนหมด ปรากฏว่าตายเลย ร่างกายเริ่มอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงทั้งที่เลือดยังอยู่ครบเลย แต่คิดว่าตัวเองกำลังจะเสียเลือดจนหมด สุดท้ายก็ตาย หัวใจหยุดเต้น ทั้งหมดนี้ถูกจัดฉากทั้งนั้น แต่เจ้าตัวนี่คิดว่าเป็นของจริง
ฉะนั้นตัวตน ความยึด สิ่งที่เรายึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือที่เรียกว่าตัวกู แม้มันไม่มีจริง แต่พอไปยึดว่าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันก็เป็นที่มาความทุกข์ได้ แต่พอเห็นความจริงว่ามันไม่มีตัวกู ทุกอย่างเป็นอนัตตา จิตก็ออกจากความทุกข์เลย เพราะไม่ยึดติดถือมั่นสิ่งใด
และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมพระปัญจวัคคีย์พอท่านได้ฟังอนัตตลักขณสูตร ท่านเห็นจริงเลยว่า ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ปรากฏว่า จิตไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งใดว่าเป็นเราเป็นของเราอีกต่อไป ก็เรียกว่าออกจากทุกข์ได้สิ้นเชิง เป็นพระอรหันต์ ถึงแม้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์เพราะมีความมีปัญญามาก ส่วนเราเป็นปุถุชนเราก็ยังสามารถจะเข้าใจ
แล้วถ้ามีสติก็ทำให้เราไม่ไปยึด ไม่ไปเผลอยึดอะไรเป็นเราเป็นของเรา เตือนใจตัวเองไว้อยู่เสมอว่า ไม่มีอะไรที่เป็นเราเป็นของเรา แม้กระทั่งตัวเราก็เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา
ฉะนั้น ถ้าเราเตือนใจตัวเองแบบนี้ แล้วก็หมั่นเจริญสติจนเห็นจริงว่ารูปนามก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันก็ช่วยให้ไถ่ถอนความยึดติดถือมั่นในตัวเราของเรา หรือในตัวกู ทำให้เห็นความจริงว่าทุกอย่างเป็นอนัตตาได้ และนั่นก็ช่วยไถ่ถอนใจให้ออกจากความทุกข์ได้ทีละน้อย ๆ.