พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 12 มิถุนายน 2567
เวลาเราเล่นโทรศัพท์มือถือ ในโซเชียลมีเดียหลายแอป เช่น Facebook TikTok Instagram จะมีคลิปวิดีโอเกี่ยวกับสัตว์ที่น่ารัก เช่น หมานานาชนิด พุดเดิ้ล ชิวาวา ไซบีเรีย ซึ่งน่ารักมากแล้วก็ฉลาด มีน้ำใจ บางตัวก็เป็นเพื่อนกับลูกเป็ด เป็นมิตรกับลูกแมว แล้วก็ทำอะไรได้หลายอย่างที่เราคิดว่าทำไม่ได้ เช่น เดิน 2 ขา หลายคนเห็นแล้วก็อยากจะได้บ้าง เอามาเลี้ยงบ้าง น่ารักดี แสนรู้ เชื่อง ฉลาด
แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยตระหนักว่า กว่าหมาหรือแมวก็ตามจะน่ารักแบบนี้ได้ คนเลี้ยงต้องทุ่มเทมาก ต้องมีเวลา มีเวลาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเงินด้วย มีเวลาพาเขาเที่ยว พาเขาเดินเล่น เป็นเพื่อนเขา แล้วก็มีเงินซื้อของดี ๆ ให้เขากิน บางทีก็ซื้อเสื้อให้เขาใส่ แล้วเวลาเขาเจ็บเขาปวดก็ต้องพาไปโรงพยาบาล ไปอยู่โรงพยาบาลเลย ไปไหนก็ต้องพาไปด้วย ไปโรงแรม มีโรงแรมหมา โรงแรมแมว
หลายคนไม่รู้ว่า พอเอาเขามาเลี้ยงแล้วต้องเจอกับอะไรบ้าง หรือทีแรกก็คิดแต่ว่าเขาจะนำความสุขมาให้เรา แต่ก็ไม่ได้รู้หรือมองตลอดว่าเขาก็เป็นภาระของเราด้วย หลายคนอยากได้น้องหมาน้องแมวมาเลี้ยง แต่แล้วก็ไม่มีเวลาให้เขา บางทีไม่มีเงินพอด้วย ก็กลายเป็นว่าความสุขที่คิดว่าจะได้ มันกลายเป็นความทุกข์ กลายเป็นภาระ
นี่ยังไม่นับว่าเวลาสัตว์พวกนี้ตอนที่เราเห็นบางคลิปเขาดูน่ารัก อันนั้นเพราะว่าเขายังเด็ก แต่สัตว์พวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเด็กไปตลอด เขาก็จะโต แล้วบางทีก็อาจจะก้าวร้าว หรือถึงไม่ก้าวร้าวแต่ว่าก็เริ่มดุดัน เริ่มดื้อ ยิ่งกว่านั้นคือว่าอยู่ไปๆ เขาก็โทรม ก็ไม่น่ารักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะแก่ชรา
หลายคนไม่ได้เตรียมใจที่จะเห็นภาพของสัตว์ที่ตัวเองเอามาเลี้ยงน่ารักนี้ พออยู่ไปๆ ไม่น่ารักเสียแล้ว แล้วทำอย่างไรนะ เอาไปปล่อย ปล่อยวัด หรือบางทีก็ทิ้ง หรือเลี้ยงดูแบบทิ้งๆ ขว้างๆ บางทีก็ทุบตีเขา ที่เป็นเช่นนี้เพราะไปมองเห็นแต่ภาพที่สวยสดงดงาม ภาพที่น่ารัก แต่ไม่ได้มองว่าอีกด้านหนึ่งมันมีภาระอะไรบ้างที่เราต้องรับผิดชอบ
คนเราก็มักจะเป็นแบบนี้ จะมองเห็นแต่สิ่งสวยงาม แต่ว่าไม่ได้มองลึกไปว่า จะได้สิ่งสวยงามนั้นมา มันต้องแลกกับอะไรบ้าง หรือต้องเจออะไรบ้าง จะเรียกว่าโลกสวยก็ได้ มองโลกสวยแต่ว่าไม่ได้มองให้เห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง คือภาระที่ต้องดูแล ภาระที่ต้องเอาใจใส่เขา
หลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้คนปรารถนาก็มักจะออกมาในแนวนี้ เช่น รถยนต์ หลายคนอยากมีรถยนต์ ยิ่งหรูราคาแพงเท่าไร ก็ยิ่งอยากได้ เพราะว่ามีแล้วก็ทำให้เดินทางสะดวก เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตา ไปอวดใครได้โดยเฉพาะถ้าเป็นรถเบนซ์ รถราคาแพง แลมโบกินี่หรือว่ารถสปอร์ต ดูสร้างภาพให้กับเจ้าของได้เป็นอย่างดี
แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้นึกว่า การที่จะมีสิ่งเหล่านี้ต้องเจอกับอะไรบ้าง ปัญหาอะไรบ้าง ภาระอะไรบ้างที่จะต้องดูแล เช่น หาเงินมาผ่อนรถ หรือว่าต้องทำงานหนักเพื่อจะได้มีเงินมาดูแลรถ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ภาษี สำหรับคนรวยอาจจะไม่ได้รู้สึกเป็นปัญหา แต่ว่าเวลาขับรถพวกนี้ไปไหนก็กังวล จอดที่ไหนก็กลัวจะมีคนมาขูด กลัวรถมาเฉี่ยว ไม่มีความสุข นี้คือภาระที่อยู่เบื้องหลังภาพที่สวยงาม หรือภาพที่ยินดี
เงินทองก็เหมือนกัน หลายคนอยากได้โชคได้ลาภ อยากได้รางวัลก้อนโต อยากได้รางวัลที่ 1 วาดหวังว่าได้แล้วจะทำให้ชีวิตดีอย่างไรบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรตามมาจากโชคหรือลาภก้อนใหญ่ หลายคนเครียดเลยได้มาแล้วไม่รู้จะจัดการกับเงินก้อนใหญ่อย่างไร ใครๆ ก็มาขอ พ่อแม่พี่น้อง
ตอนยังไม่ได้ ไม่มี ก็ใจป้ำ คิดว่าถ้าฉันได้รางวัลที่ 1 ฉันจะให้ใครบ้าง 6 ล้าน 12 ล้าน จะให้ใครบ้างตอนที่มันเป็นความฝัน แต่พอเป็นความจริงเข้า แม้แต่หมื่นแม้แต่แสนก็ไม่อยากจะให้แล้ว
แต่ว่าไม่ให้ก็ไม่ได้ เพราะว่าคนมาขอ คนมาเรียกร้อง คนมากดดัน คนมาคาดคั้น บางทีขู่ หลายคนนี่ไม่คิดเลยว่าการได้ลอตเตอรี่ การได้รางวัลที่ 1 มันจะสร้างภาระ มันจะสร้างปัญหา บางคนก็ถึงกลับมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพี่น้อง มีเรื่องขัดแย้งกับสามีภรรยา หรือว่ามีปัญหากับลูกซึ่งมีอยู่หลายคน ก็เลยรู้ว่ามันไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ สิ่งดีๆ ที่เราวาดหวังมันไม่ใช่มีแค่นั้น มันมีอีกด้านหนึ่ง ที่เป็นปัญหา ที่สร้างภาระ
ก็เหมือนกับอาหาร อาหารนี่ก็มีรสชาติอร่อย ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ ทองหยิบ ทองหยอด แต่คนไม่ได้มองอีกด้านหนึ่งของอาหารพวกนี้คือมันมีโทษ กินมากๆ ก็ทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้ความดันสูง ทำให้ไขมันในเลือดสูง ตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดูสวยงามหรือว่าน่าปรารถนา มันมีอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยน่าชื่นชมเท่าไหร่ ภาษาธรรมะเขาก็มีคำสองคำคือ อัสสาทะ อัสสาทะคือรสอร่อย ข้อดี สิ่งที่ปรารถนา น่าชื่นชม และอีกคำคือ อาทีนวะ ข้อเสีย โทษ ข้อบกพร่อง
ทุกสิ่งทุกอย่างนี่มันก็มีทั้งสองด้าน อาทีนวะเป็นด้านลบ ส่วนด้านบวกคืออัสสาทะ รสอร่อย แต่ว่าคนมักจะมองเห็นแต่รสอร่อย สิ่งที่น่าชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาน้องแมวที่น่ารัก รถยนต์ราคาแพง ทรัพย์สินเงินทอง อาหารที่น่ากิน พวกนี้มันพ่วงมาพร้อมกับอาทีนวะ ปัญหา ภาระ หรือโทษทั้งนั้นแหละ แม้กระทั่งชื่อเสียงความเด่นดัง ใครๆ เดี๋ยวนี้ก็อยาก คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอยากดัง อยากเป็นดารา อยากดังแบบลิซ่า หรือว่าอยากดังแบบเบลล่า ดาราชื่อดัง
แต่น้อยคนจะมองว่าการที่จะได้มา การที่จะได้ชื่อเสียงนี่มันต้องแลกกับอะไรบ้าง หรือต้องเสียอะไรไปบ้าง คนไม่ค่อยมองเท่าไหร่ ไปมองเห็นว่าถ้าฉันเด่นฉันดัง ฉันก็จะรวย ไปที่ไหนก็เป็นที่รู้จัก ใจฟู
แต่ว่าไม่ได้มองว่าเด่นดังเมื่อไหร่ก็จะตามมาด้วยปัญหา ซึ่งทางพระเรียกว่าอาทีนวะ ก็คือขาดความเป็นส่วนตัว หาความเป็นส่วนตัวได้ยาก หรือว่าต้องตกอยู่ภายใต้สายตาของผู้คน มันไม่ใช่มีแต่คนชมอย่างเดียว มีคนด่า เวลาชมก็ปลื้ม แต่เวลาเจอคำด่าก็เสียศูนย์ ดาราหลายคนก็ฆ่าตัวตายเพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก ซึ่งคนวิพากษ์วิจารณ์บางทีเขาก็มีอคติ นักวิจารณ์ที่ไม่ได้ผลประโยชน์จากดาราก็ตั้งหน้าตั้งตาด่าอย่างเดียว ชีวิตที่เคยสุขสงบมันก็สูญไป พอเป็นคนเด่นคนดัง
และอาทีนวะอีกอย่างหนึ่งของสิ่งเหล่านี้ก็คือว่า มันไม่เที่ยง โทษที่พูดมานี่คือทุกข์ แต่ว่านอกจากทุกข์แล้วมันมีความไม่เที่ยงด้วย ทุกอย่างไม่ว่าหมาน้อยพอโตขึ้นมันก็ไม่ค่อยสวยแล้ว ไม่ค่อยน่ารักแล้ว หรือว่ารถใหม่ๆ ก็สวย แต่พอไปนานๆ ก็โทรม เงินทองแม้จะมีมากมาย แต่วันดีคืนดีก็ถูกขโมย ถูกแย่งไป
ชื่อเสียงก็เหมือนกัน มันก็แปรเปลี่ยนไป ถ้าไม่อยากให้มันแปรเปลี่ยน เราก็ต้องพยายามสร้างเรตติ้ง พยายามกระชากเรตติ้งให้มันสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร สุดท้ายเรตติ้งก็ตก ดาราถ้าอายุ 20 ก็ดัง ดังระเบิด พอ 40-50 คนก็ไม่รู้จักแล้ว อันนี้เขาเรียกว่าความไม่เที่ยง อนิจจัง ก็เป็นส่วนหนึ่งของอาทีนวะ เช่นเดียวกับร่างกายที่สวยงาม แข็งแรง แต่ว่าพออยู่ไปนานๆ ก็แก่ชรา เจ็บป่วย นี่คืออาทีนวะ ที่เรียกว่าทุกขังและอนิจจัง
หลายสิ่งหลายอย่างที่เราปรารถนานี่ อย่ามองแต่ด้านดีอย่างเดียว ต้องมองถึงอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จก็เหมือนกัน ความสำเร็จใครๆ ก็อยากได้ หลายคนมองว่ามันมาพร้อมกับความเด่นความดัง พร้อมกับเงินทอง แต่ก็ไม่ค่อยมองว่ากว่าผู้คนจะสำเร็จได้นี่มันต้องเหนื่อยมาก นักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก พวกนี้แทบไม่มีเวลาพักเลย ชีวิตนี่ก็จำเจอยู่กับการซ้อมวันละ 10 กว่าชั่วโมง คนมักจะนึกถึงความสำเร็จ อยากได้แต่ก็ไม่อยากเสีย เสียโอกาสแห่งความสุข หรือว่าต้องทุ่มเทกับการซ้อม
อัสสาทะ ถ้ามองในแง่หนึ่ง ใช้คำสมัยใหม่เขาเรียกว่ามองบวก อัสสาทะคือด้านที่ดี รสอร่อย นี่คือมองบวก คนเรานี่ก็มองบวกเรื่องเงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ ความสำเร็จ แต่ว่าไม่ค่อยมองเห็นด้านลบ ด้านลบในที่นี้ก็หมายถึงภาระที่ต้องแบก เพื่อที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้คงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง หรือว่าหมาน้อย
รวมไปถึงเรื่องการมีคู่ครอง หลายคนอยากมีแฟน เพราะว่ามันจะทำให้ชีวิตมีชีวิตชีวา กระชุ่มกระชวย ทำให้ไม่เหงา นี่คืออัสสาทะ แต่ว่าอาทีนวะหรือด้านลบของมันคือว่าต้องเสียความเป็นส่วนตัว ก็ต้องยอมที่จะอยู่กับความแตกต่าง ต้องมีความอดทน ต้องให้เวลาแก่กันและกัน มีความเข้าใจ
สิ่งเหล่านี้คนจำนวนมากไม่พร้อม ที่ไม่พร้อมเพราะไม่ได้คิดว่าจะต้องมีแบบนี้ด้วย เพราะว่ามองเห็นแต่ด้านบวก เห็นแต่อัสสาทะ แต่ไม่ได้มองว่ามันมีอาทีนวะอย่างไร
ในแง่อาทีนวะนั้นไม่ใช่แค่เวลาที่ต้องให้ ความเป็นส่วนตัวที่ต้องสูญเสียไปเมื่อมีคู่ครอง
อาทีนวะอีกข้อหนึ่งคือความไม่เที่ยง คู่รักไม่ว่าหญิงหรือชายหรือว่าเพศเดียวกัน ตอนที่คบกันใหม่ๆ ก็สวยงาม หล่อ เท่ สมาร์ท แต่อยู่ไปนานๆ ก็แก่ อ้วน ลงพุง เหี่ยว หลายคนไม่เคยเตรียมใจไว้ว่าต้องเจอแบบนี้ เจออนิจจังของสิ่งที่ปรารถนา พอเจอเข้าทำใจไม่ได้ หาคนใหม่ อยากได้คนใหม่แล้วที่มันสวยงาม ไม่อ้วน ไม่เหี่ยว ไม่แก่ ไม่หัวล้าน ไม่พุงพลุ้ยอย่างตอนนี้
เพราะฉะนั้นก็เลยพบว่าหลายคู่ก็อาจจะหวานชื่นในช่วงแรก แต่พออยู่ไปๆ ก็ร้าวฉาน หรือว่ามึนตึง ตึงเครียด เพราะว่าเห็นแต่ด้านบวก คาดหวังแต่ด้านบวก แต่ว่าไม่คิดถึงว่าจะต้องเจออะไรที่ตามมา ที่เป็นภาระ ที่เป็นปัญหา หรือเป็นสิ่งที่ต้องสูญเสีย รวมทั้งไม่ได้ทำใจที่จะเห็นความไม่เที่ยง
คนเราจะมองบวกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักมองลบบ้าง พุทธศาสนานี่ท่านสอน ท่านเตือนนะว่าอย่าไปเห็นแต่ด้านบวกของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แม้แต่ร่างกายนี้มันก็ไม่ใช่แค่สวยงามอย่างเดียว ท่านสอนให้เห็นด้านที่ไม่สวย เป็นอสุภะ ว่าภายใต้หนังที่หุ้มอยู่รอบตัวนี่ มันคืออวัยวะต่างๆ ที่ไม่น่าดู ตับไตไส้พุง อันนี้เขาเรียกว่าเป็นอสุภะ คือความไม่สวยงาม ยังไม่ต้องพูดว่าพอเวลาผ่านไปก็เหี่ยว หรือว่าไม่สวยไม่หล่อ ยิ่งพอตายเข้านี่ก็ขึ้นอืด คนละเรื่องกันเลย
อันนี้คือสิ่งที่เราควรจะตระหนัก อย่าไปเพลินกับภาพที่เป็นบวก สวยงามอย่างเดียว ให้มองว่ามันมีด้านที่เราต้องเสียไปเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านี้มา หรือว่าต้องเจอกับภาระอะไรบ้าง หรือเจอกับความทุกข์อย่างไรบ้าง แล้วท่านก็ไม่ได้สอนแค่ให้มองว่าในบวกมีลบเท่านั้น ยังสอนว่าในลบก็มีบวกด้วย
คนที่ไม่เข้าใจพุทธศาสนา มองแต่ด้านเดียว พุทธศาสนาบอกว่าในบวกมีลบ ในความหนุ่มสาวก็มีความแก่ชรา ความตายมีอยู่ในชีวิต ความเจ็บป่วยอยู่ในความไม่มีโรค แล้วท่านก็ยังสอนว่าในลบมีบวกด้วย อย่างมีพุทธสุภาษิตว่า ผู้มีปัญญาแม้ประสบทุกข์ก็ยังหาสุขพบ ในความทุกข์ที่ประสบ มองดีๆ มันคือสุข มีสุขที่แฝงอยู่
ที่จริงให้ในทุกข์นี่แหละ มันมีหนทางแห่งความพ้นทุกข์อยู่ อริยสัจ 4 ท่านสอนให้เรารู้จักทุกข์ เพราะว่าถ้าเรารู้ทุกข์ เราก็จะพบเหตุแห่งทุกข์ แล้วถ้าเราพบเหตุแห่งทุกข์ หนทางแห่งความไม่ทุกข์ หรือหนทางแห่งการพ้นทุกข์ก็แสดงตัวชัดเจน อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนท่านบอกว่าเห็นทุกข์ก็พ้นทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องเห็นทุกข์ จะเห็นทุกข์ได้ต้องเจอทุกข์ก่อน ทุกข์นี่มันไม่ได้แย่อย่างเดียว ก็มีข้อดีด้วย
อาจารย์พุทธทาสท่านก็บอกว่าความเจ็บป่วยมาเตือนให้ฉลาด ป่วยทุกครั้งก็ฉลาดทุกที เพราะว่าความเจ็บป่วยเขาสามารถสอนธรรมให้เราเห็นเรื่องความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ซึ่งถ้าเราเข้าใจก็พ้นทุกข์ได้
ในทุกข์นี่มีหนทางแห่งความพ้นทุกข์อยู่ เหมือนกับสวิตช์ไฟ สวิตช์ไฟจะใช้ปิดจนห้องมืดก็ได้ หรือจะเปิดเพื่อห้องสว่างก็ได้ หรือเหมือนกับประตู ประตูมันจะขังเราก็ได้ หรือประตูมันจะเปิดสำหรับเป็นอิสระก็ได้ รูกุญแจก็เหมือนกัน รูกุญแจนี่มันสามารถจะขังเรา แต่รูกุญแจรูเดียวกันก็สามารถจะเปิดให้เราพบอิสรภาพหรือออกจากทุกข์ได้
ฉะนั้นเวลาเจอทุกข์ อย่าจมอยู่กับความรู้สึกลบ เพราะว่าในทุกข์มันก็มีทางออกจากทุกข์ แม้กระทั่งสิ่งที่เราไม่ปรารถนา เช่น ความคิดฟุ้งซ่านในเวลาปฏิบัตินี่มีประโยชน์ อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนท่านเทศน์ว่า มองกายเห็นจิต มองคิดเห็นธรรม คิดนี่หมายถึงความคิดฟุ้งซ่าน ถ้าเราดูดีๆ ก็เห็นธรรมจากความคิดฟุ้งซ่านได้ ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นโทษ ก่อความว้าวุ่นกับเรา อันนี้เรียกว่าในลบมีบวก ขณะเดียวกันเมื่อเราเจอบวก เราก็อย่าไปหลงกับมัน เพราะว่าในบวกมันก็มีลบแทรกอยู่เหมือนกัน.