พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 4 มิถุนายน 2567
เมื่อ 250 ปีก่อน มีนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ชื่อ เดอนี ดีเดอโร (Denis Diderot) เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้รู้ ปัญญาชน ไม่ใช่เฉพาะฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ว่าเป็นที่รู้จักไปทั่วทวีปยุโรปเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้กว้างขวางและก็ลึกซึ้ง ขยันเขียนหนังสือ แต่แกเป็นคนที่ยากจนมาก ซึ่งเป็นธรรมดาของนักปราชญ์
มีช่วงหนึ่งลูกสาวจะแต่งงาน แต่แกไม่มีเงินที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานของลูกสาว เครียดมาก เผอิญราชินีของรัสเซียที่ถือว่าเป็นมหาราชเลยทีเดียว แคทเธอรีนมหาราช โปรดปรานผลงานของดีเดอโรมาก พอทราบว่าดีเดอโรอัตคัดขัดสน อยากจะช่วย ก็เลยขอซื้อห้องสมุดส่วนตัวของดีเดอโร แบบเหมาหมดเลย
สมัยก่อนหนังสือไม่ใช่ว่าจะแพร่หลาย ถึงแม้จะมีการตีพิมพ์แล้ว แล้วห้องสมุดของดีเดอโร เป็นหนังสือหายากทั้งนั้น เหมาหมดประมาณ 1,000 ปอนด์ ถ้าเทียบกับสมัยนี้ประมาณ 150,000 ปอนด์ ถ้าเป็นเงินไทยก็นับเป็นล้าน
ดีเดอโรดีใจมาก ทำให้มีเงินช่วยจัดงานแต่งงานของลูกสาวได้ แถมยังมีเงินเหลืออีกมาก เขาก็เอาไปซื้อเสื้อคลุมสีแดงสดราคาแพงมาก แล้วก็ภูมิใจที่ได้ใส่เสื้อคลุมสีแดง แต่หลังจากใส่ไปสักพัก รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากับสภาพบ้านเลย ก็เลยซื้อพรมอย่างดีเลยมาปูที่บ้าน
พอซื้อพรมเสร็จ ก็ต้องซื้ออย่างอื่นเพื่อมาทำให้บ้านดูดีมีระดับ ก็ไปซื้อรูปปั้นปฏิมากรรมสวยๆ แต่ราคาแพง มาประดับที่บ้าน พอซื้อปฏิมากรรมแล้ว ก็ต้องมีอย่างอื่นเข้ามาตกแต่งด้วย ซื้อกระจกอย่างดีมาติดที่เหนือเตาผิง แล้วตอนหลังก็รู้สึกว่าโต๊ะเก้าอี้มันไม่เข้าชุดกันเลย ก็เลยซื้อโต๊ะราคาแพง พอซื้อโต๊ะแล้วก็ต้องมีเก้าอี้เป็นเก้าอี้ฟาง แต่ไม่เข้ากับโต๊ะ ก็ต้องซื้อเก้าอี้ที่บุด้วยหนังสัตว์มาถึงจะเข้ากับโต๊ะและกับพรมที่ซื้อ รวมทั้งปฏิมากรรมที่มาตกแต่งในบ้าน
ก็เป็นอันว่าซื้ออีกหลายต่อหลายอย่าง จนกระทั่งเงินทองร่อยหรอ ก็เป็นที่กล่าวขานโจษจานกันเลย ว่าเพียงเพราะเสื้อคลุมแดงสดตัวเดียว ทำให้ต้องโล๊ะ ต้องรื้อ ซื้ออะไรใหม่ๆ อีกมากมายตามมา เขาเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์แบบลูกโซ่หรือโดมิโน เพียงแค่ซื้อ 1 อย่าง มันก็ตามมาด้วยอะไรอีกหลายๆอย่าง
อันนี้มันมีนิทานจีนเขาเล่าไว้นานแล้ว ก่อนดีเดอโรเกิดเสียอีก เป็นนิทานที่เล่าไว้นานนับพันปีแล้ว ฮ่องเต้องค์หนึ่งเดิมก็เป็นฮ่องเต้ที่อยู่อย่างมัธยัสถ์เรียบง่ายตามแบบอย่างของบรรพบุรุษ ไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม แต่วันหนึ่งมีคนถวายตะเกียบ ไม่ใช่ตะเกียบไม้ เป็นตะเกียบงาช้าง ดีใจมาก ได้ตะเกียบงาช้างก็เอามาใช้แทนตะเกียบไม้ที่เคยใช้เลย
ตะเกียบงาช้างสวยมาก มีการแกะสลักด้วยฝีมือที่ประณีต ใช้ไปสักพักก็รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับชามเลย ก็ต้องไปหาชามใหม่ที่ทำด้วยดินเนื้อดี พอเปลี่ยนชามแล้วรู้สึกว่ามันไม่เข้ากับโต๊ะเลย โต๊ะปอนๆ ต้องเปลี่ยนเป็นโต๊ะหินอ่อนประดับมุก พอเปลี่ยนโต๊ะใหม่เป็นโต๊ะหินอ่อนประดับมุก เก้าอี้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเก้าอี้หินอ่อนประดับมุกด้วย
พอได้มาแล้วสักพัก รู้สึกว่ามันไม่เข้ากับห้องเสวยเลย ห้องเสวยนี่ปอนๆ ไม่เข้ากับตะเกียบงาช้าง ไม่เข้ากับโต๊ะมุก ก็ต้องปรับห้องเสวยเสียใหม่ ให้มันดูหรูหราโอ่โถงมีระดับ มีม่านทำด้วยไหม สวย พอห้องเสวยแปรโฉมเป็นห้องที่งดงาม มีของหรู มีของสวยมาประดับแล้ว ฮ่องเต้รู้สึกว่าห้องอื่นมันไม่เข้ากันเลย ก็ต้องรื้อเปลี่ยนห้องอื่นๆ รวมทั้งห้องบรรทมด้วย เตียงก็ต้องเป็นเตียงประดับมุก ไม่ใช่เตียงไม้ธรรมดา
แล้วก็เลยลากยาวไปถึงท้องพระโรงก็ต้องสวย ต้องมีวัสดุที่มีค่ามีราคา ตอนนี้ก็นึกถึงหยก แล้วนึกถึงเพชร นึกถึงทอง นึกถึงเงิน สุดท้ายต้องรื้อทั้งตึกเลย เพราะตึกไม่สวย อาคารไม่เข้ากับท้องพระโรง ต้องใช้จ่ายเงินมาก เพราะว่ายืดยาวต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่ง ใช้จ่ายเงินเยอะมาก ปรากฏว่าสุดท้ายก็ต้องไปรีดภาษีจากชาวบ้าน เพื่อมาสนองรสนิยมหรูที่แปรเปลี่ยนไป
พอไปขูดรีดชาวบ้านมากๆ ชาวบ้านเขาก็อดรนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาก่อกบฏเลย สุดท้ายฮ่องเต้ก็ถูกปลดจากบัลลังก์ ถึงตอนนั้นก็เลยได้คิด ว่าทั้งหมดที่เราตกต่ำ สูญอำนาจ ก็เพราะตะเกียบงาช้างคู่เดียวนี่แหละ ที่จริงอำมาตย์ก็เตือนไว้แล้วว่าอย่าใช้ตะเกียบงาช้าง ฮ่องเต้ก็ไม่เข้าใจ ทำไมตะเกียบงาช้างคู่เดียวจะมีปัญหาอะไร แต่สุดท้ายก็นำไปสู่ผลกระทบต่างๆ ตามมา จนกระทั่งต้องสูญอำนาจ ถึงกับได้สำนึกว่าเป็นเพราะตะเกียบงาช้างคู่เดียว
อันนี้เรื่องราวก็คล้ายๆ กับชีวิตจริงของดีเดอโร เพียงแต่ว่าดีเดอโรไม่ได้ถึงกับหมดเนื้อหมดตัว แต่กว่าจะรู้เนื้อรู้ตัว ก็ถลำไป หมดไปเยอะแล้ว คนเราก็เป็นอย่างนี้ได้ 1 ก็ตามมาด้วย 2-3-4 บางคนซื้อเสื้อตัวใหม่มา อย่างดีราคาแพง ใส่ไปใส่มารู้สึกว่ามันไม่เข้ากับกางเกง กางเกงไม่เข้ากับเสื้อ ก็ต้องเปลี่ยนกางเกง ซื้อกางเกงราคาแพง เสร็จแล้วรองเท้าก็ไม่เข้ากับเสื้อและกางเกง ต้องซื้อรองเท้าราคาแพง แล้วก็ตามมาด้วยการเปลี่ยนอีกหลายอย่าง เพื่อให้มันเข้ากัน ที่เคยนั่งรถกระบะก็อาจจะเปลี่ยนเป็นรถราคาแพง หรือว่าปรับเปลี่ยนบ้านใหม่ ให้มันเข้ากับอะไร ให้เข้ากับเสื้อ
นี่ก็เป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงในชีวิตของคน บางคนมีเฟอร์นิเจอร์ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ เอาเฟอร์นิเจอร์ใหม่มาราคาแพง ใช้ไปใช้มารู้สึกว่ามันไม่เข้ากับห้องเลย ห้องนี่ปอนๆ ก็ต้องไปซื้อ ต้องปรับเปลี่ยนห้อง ตกแต่งห้องใหม่ แล้วก็มีสิ่งประกอบ มีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ ที่ราคาแพงเข้ามาเสริม เข้ามาทำให้มันดูดีขึ้น ก็กลายเป็นว่าจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียว ก็นำไปสู่การสูญเสียเงินอีกมาก เพื่อให้มันเข้ากัน
คนเราพอสนองความอยาก หรือปรนเปรอสิ่งที่เรียกว่าตัณหาแล้ว มันไม่ได้จบแค่นั้น มันตามมาเป็นขบวนเลย จาก 1 ก็มี 2, จาก 2 ก็มี 3, จาก 3 ก็มี 4 ซึ่งถ้าไม่รู้จักหยุด มันก็พาไปเข้ารกเข้าพง บางทีไม่ใช่แค่เสียเงินเสียทองหรือว่าทำให้สิ้นเปลืองเงินทองเท่านั้น บางทีมันทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปเลยก็มี โดยไม่รู้ตัว
มีหนุ่มคนหนึ่งแกเป็นคนที่สนใจการภาวนา ไปอยู่กับอาจารย์ท่านหนึ่ง แล้วก็เรียนรู้เรื่องการภาวนา ตอนหลังอยากจะออกไปใช้ชีวิตภาวนาที่อื่นในชนบท เพราะว่าในเมืองเสียงมันดัง พลุกพล่าน เลยขออาจารย์ ขอแยกตัวหลีกเร้นไปภาวนาที่เขาลูกหนึ่งค่อนข้างไกลแต่ว่าวิเวกมาก ไปอยู่ที่นั่นก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่กะต๊อบ แล้วก็ใช้ชีวิตแบบภิกขาจาร ก็คือลงเขา แล้วก็ไปขออาหารจากชาวบ้าน ตามมีตามได้
แกไม่มีทรัพย์สินอะไรมาก นอกจากหม้อที่ใช้ขออาหารแล้วที่สำคัญก็คือเสื้อ มีเสื้อแค่ 2 ตัว ใส่เสื้อตัวหนึ่งอีกตัวหนึ่งก็ต้องพับเก็บ แต่ว่าวันดีคืนดีเสื้อที่พับเก็บก็โดนหนูกัด โดนหนูกัดแกก็เลยต้องเอามาปะเอามาชุน ปะแล้วปรากฏว่าผ่านไปไม่กี่วันหนูก็มากัดอีก คราวนี้เสื้ออีกตัวหนึ่ง เสียเวลามากเลยกับการปะการชุนเสื้อ เสียเวลาการปฏิบัติมากเลย ก็เลยคิดหาทางทำอย่างไรจะไม่ให้หนูกัด เพราะถ้าหนูกัดเสื้อบ่อยๆ นี่ต้องมาเสียเวลาปะชุน ไม่ได้ภาวนาเลย
ทำอย่างไรจะไม่ให้หนูกัด ก็เลยนึกถึงแมว เลี้ยงแมวดีกว่า ให้แมวนี่มาล่าหนู หนูจะได้ไม่ไปกัดเสื้อ แมวก็เป็นแมวที่ขอจากชาวบ้าน ตัวเล็กๆ คราวนี้มีแมวก็ต้องเลี้ยงแมว เอาอาหารมาเลี้ยง ต้องให้นมมันกิน ไปขอนมชาวบ้านมาเพื่อมาเลี้ยงแมว เพื่อให้แมวจับหนู
แต่ตอนหลังรู้สึกว่าไปบิณฑบาตขอนมจากชาวบ้านทุกวันๆ นี่มันเสียเวลาปฏิบัติ รบกวนชาวบ้านอีก เลี้ยงวัวดีกว่า แล้วก็จะได้เอานมวัวนี้มาเลี้ยงแมว เพื่อแมวจะได้จับหนู ก็ทำให้ไม่ต้องไปขอนมชาวบ้านมาเลี้ยงแมว มันก็ดูสบาย แต่ปรากฏว่าจะเลี้ยงวัวนี่มันก็ต้องไปตัดหญ้ามา แล้วก็เสียเวลาตัดหญ้าเพื่อมาเลี้ยงวัว มันรบกวนเวลาปฏิบัติธรรม ก็เลยคิดว่าไปจ้างเด็กชาวบ้านมาเลี้ยงวัวดีกว่า แล้วช่วยตัดหญ้าด้วย ก็ทำให้มีเวลาภาวนา
แต่ก็มีปัญหาคือว่า เด็กเขาไม่ได้มาฟรีๆ ต้องจ่าย ก็ต้องไปบิณฑบาตมา ไปขอเรี่ยไรเงินชาวบ้าน เพื่อมาเป็นค่าจ้างให้กับเด็กเลี้ยงวัว ก็กลายเป็นว่าถึงแม้จะไม่ต้องไปขอนมมาเลี้ยงวัว แต่ก็ต้องไปขอเงินมาให้เด็กเลี้ยงวัว คราวนี้สักพักรู้สึกว่าเสียเวลา ให้เด็กนั้นมาอยู่กินกับเราเสียเลยจะได้ไม่ต้องจ้าง กลายเป็นว่าก็เลยอยู่กินกับเด็กเลี้ยงวัวคนนั้นซึ่งก็โตเป็นสาว ก็เลยช่วยกันทำมาหากิน
ปรากฏว่าตอนหลังก็สามารถที่จะเพาะวัวได้หลายตัวเลย เอาวัวไปขายร่ำรวย ก็กลายเป็นว่าที่เคยคิดจะภาวนา ตอนนี้ก็เลิกแล้ว มาใช้ชีวิตแบบพ่อค้า หลายปีผ่านไปอาจารย์ก็มาเยี่ยม ลูกศิษย์หายไปนาน พอมาเยี่ยมลูกศิษย์ ตกใจ อ้าวทำไมลูกศิษย์ที่ตั้งใจภาวนา ตอนนี้กลายเป็นคนร่ำรวยไปแล้ว ขายวัวเป็นเรื่องเป็นราว เป็นล่ำเป็นสัน ก็เลยต่อว่าลูกศิษย์ว่าทำไมถึงมาเป็นอย่างนี้ ไหนว่าจะมาหลีกเร้นภาวนา
ลูกศิษย์ก็พูดเสียงอ่อยๆ ว่า ผมไม่รู้จะหาทางจัดการกับหนูที่มาแทะมากัดเสื้ออย่างไร นี่เป็นวิธีเดียวที่ผมจะจัดการไม่ให้หนูมากัดแทะเสื้อของผมได้ ก็ดูเหมือนกับว่าจากเดิมที่อยากจะแก้ปัญหาหนูมากัดเสื้อ อยากจะใช้วิธีที่มันสบาย เพราะว่าถ้าต้องปะชุนเสื้อบ่อยๆ เสียเวลาปฏิบัติ เหนื่อย หาวิธีที่สบายกว่านั้นดีกว่าคือเลี้ยงแมว พอเลี้ยงแมวก็ต้องเลี้ยงวัว จะได้ไม่ต้องไปขอนมวัวจากใครมา คราวนี้พอเลี้ยงวัวก็ต้องไปหาหญ้ามาให้วัวกิน วิธีที่สบาย ไม่ต้องตัดหญ้า ก็คือไปจ้างเด็กมาตัดหญ้าให้ เลี้ยงวัวให้ด้วย ไปๆ มาๆ แทนที่จะใช้เงินจ้างเด็ก ก็แต่งงานกับเด็กเสียเลย จะได้หมดปัญหา
เรื่องนี้มันก็ชี้ให้เห็นว่าการที่เราแก้ปัญหาบางอย่าง มันจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ แล้วโดยเฉพาะถ้าหากว่าต้องการใช้วิธีที่สบาย สิ่งที่ช่วยเพิ่มความสบายให้กับเรา หรือทำให้เราไม่เหนื่อย มันก็ทำให้เกิดภาระอย่างอื่นตามมา และสุดท้ายความตั้งใจว่าอยากจะภาวนา ไม่อยากจะมาเสียเวลาปะชุนเสื้อ สุดท้ายก็ต้องทิ้งชีวิตแบบนักบวช ทำไปๆ จากความตั้งใจว่าเราจะมีเวลาภาวนาเยอะๆ กลายเป็นว่าต้องละทิ้งการภาวนาไปเลย
อันนี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แล้วเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ด้วย สิ่งที่เราทำนี่ ทีแรกเราอาจจะคิดว่าทำเพื่อความสะดวกสบาย แต่พอเราเอาความสะดวกสบายเป็นเกณฑ์หรือเป็นหลัก สุดท้ายมันก็สร้างภาระอย่างอื่นตามมาให้กับเรา สุดท้ายสิ่งที่เราต้องการหรือถือเป็นจุดหมายก็ไม่ได้ทำ นักบวชก็ต้องแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ได้มีเวลาภาวนามากขึ้น แต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งชีวิตนักบวช ไปมีครอบครัว จะเรียกว่าตกกระไดพลอยกระโจนก็ได้
คนเราถ้าไม่ระมัดระวัง หรือถ้าหากว่าคิดถึงแต่การแก้ปัญหาเพื่อความสะดวกสบายเป็นหลัก สุดท้ายมันกลับพาเราคลาดเคลื่อนออกไปจากสิ่งที่เรามุ่งหมาย หลายคนทำงาน ขยันขันแข็งในการทำงานเพื่อครอบครัว ตั้งใจว่าทำงานเก็บเงิน จะได้มีเงินส่งเสียลูกให้ไปเรียนหนังสือ จะได้มีเงินดูแลพ่อแม่ ทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่ไปๆ มาๆ ละเลยครอบครัว เพราะว่าทำแต่งาน
แล้วมีคนแบบนี้เยอะนะ ทำงานหนักเพื่อครอบครัว ยิ่งมีโอกาสทำงาน ประสบความสำเร็จมาก ก็ยิ่งทำเข้าไปใหญ่ จะได้มีเงินสะสมให้กับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือพ่อแม่ แต่สุดท้ายก็ทำจนกระทั่งไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเลย ทิ้งครอบครัวไปเลย ไม่มีเวลาให้กับลูก ลูกถามว่าพ่อไปไหน ทำงานแต่เช้า บางคนกว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว เป็นมะเร็ง ตั้งใจว่าจะทำงานสัก 20 ปีเพื่อครอบครัว จะได้มีเวลากลับมาอยู่กับครอบครัว แต่ทำไปได้แค่ 10 ปีก็เป็นมะเร็ง เสียใจว่ารู้อย่างนี้ไม่ทำงานหนัก จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวนานๆ มากๆ
หลายคนอยากจะทำงานให้มันได้ดี ได้เร็ว ได้สะดวก ก็ต้องมีรถ มีรถเพื่ออะไร เพื่อจะได้ทำงานได้ดี ได้สะดวก แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นว่าทำงานเพื่อจะได้มีเงินผ่อนรถ มีเงินค่าน้ำมันรถ มีเงินค่าซ่อมรถ ดูแลรถ มันกลับกันเลยนะ แต่ก่อนนี่รถมีไว้เพื่อจะได้ทำงานสะดวก แต่ตอนหลังนี่กลับกลายเป็นว่าทำงานเพื่อจะได้มีเงินเอาไว้ผ่อนรถ สิ่งที่เคยเป็นเป้าหมาย มันกลับลดระดับกลายเป็นอุปกรณ์ไปแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเป็นอุปกรณ์ที่จะส่งเสริมเป้าหมาย มันกลับกลายเป็นเป้าหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว
แล้วเป็นอย่างนี้กันเยอะเพราะว่าอะไร เพราะว่าเราไม่ค่อยได้ตั้งคำถาม ไม่ค่อยได้ตรวจสอบ ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ใคร่ครวญว่าเราทำไปเพื่ออะไร อันนี้เรียกว่าขาดสติก็ได้ ทำไปๆ มันลืม ลืมว่าเราทำไปเพื่ออะไร หลายคนสนใจภาวนา แล้วคิดว่าจะภาวนาได้มันต้องหาที่สงบๆ อาศัยสถานที่สงบเพื่อจะเกื้อกูลต่อการภาวนา
แต่ไปๆ มาๆ ไม่ใช่อาศัยความสงบเพื่อเป็นปัจจัยส่งเสริมการภาวนา กลับกลายเป็นว่าภาวนาเพื่อจะเอาความสงบ พอเจอความไม่สงบเข้าก็ไม่พอใจ รู้สึกอึดอัด คับแค้น ลืมไปว่าความสงบนี่ไม่ใช่เป้าหมายของการภาวนา เป็นสิ่งที่เสริมอำนวยให้การภาวนาก้าวหน้า
คนเราถ้าเราไม่ระวัง ไม่มีสติ สิ่งที่คิดว่าจะเป็นเป้าหมาย มันกลายเป็นเรื่องรองไปเสียแล้ว เหมือนกับที่เขาพูดว่าเรากินเพื่ออยู่ แต่ไปๆ มาๆ อยู่เพื่อกิน มันก็ไม่ต่างจากคนที่มีรถเพื่อจะได้ทำงานสะดวก แต่ไปๆ มาๆ กลับทำงานเพื่อจะได้มีเงินผ่อนรถ มีเงินค่าน้ำมันรถ ทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่ไปๆ มาๆ ทิ้งครอบครัวเพื่อจะได้ทำงานเยอะๆ อันนี้เพราะขาดสติ มันก็เลยเอาสิ่งที่เป็นมรรควิธีกลายเป็นเป้าหมาย สิ่งที่เป็นเป้าหมายก็กลายเป็นเรื่องรองไปเสีย
ฉะนั้นเวลาเราทำอะไร การมีสติหรือมีการใคร่ครวญ นี่สำคัญ ว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่ บางทีเรามาบวชเพื่อปฏิบัติ ไปๆ มาๆ บวชเพื่อจะหาลาภสักการะ ลืมไปเลย การปฏิบัติเป็นเพียงแค่สิ่งที่เสริมภาพลักษณ์เพื่อให้มีลาภสักการะมากขึ้น แบบนี้ก็มีเยอะนะ อันนี้เป็นเพราะว่าเพลินกับความสะดวกสบาย เพลินกับความสุขที่ลาภสักการะนำมาให้ หรือไม่เช่นนั้นก็เพลินกับสิ่งที่กำลังทำ จนลืมไปว่าเราทำไปเพื่ออะไร ทำเพื่อครอบครัวหรือเปล่า หรือว่าทิ้งครอบครัวเพื่อจะได้ทำงานได้มากๆ.