พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 21 พฤษภาคม 2567
เมื่อเรามาปฏิบัติที่นี่หรือที่ไหนก็ตาม ถ้าเราใช้เวลากับการปฏิบัติต่อเนื่องทั้งวันเลย แล้วก็ติดต่อกันหลายวัน สิ่งหนึ่งที่เราจะพบก็คือการอยู่กับตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย
อันนี้เป็นความรู้ที่มีประโยชน์ ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้หนทางว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่กับตัวเองได้อย่างปกติสุข แต่เพียงแค่เรารู้ว่าอยู่กับตัวเองนี้เป็นเรื่องยากมันก็สำคัญแล้วล่ะ เพราะมันทำให้เรารู้ว่ามีโจทย์อย่างหนึ่งที่สำคัญในชีวิตที่เราต้องตอบให้ได้ ว่าเราจะอยู่กับตัวเองได้อย่างไรให้มีความสุข เพราะว่าในชีวิตของเรา ยิ่งยาวนานเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะต้องอยู่กับตัวเอง อาจจะไม่ใช่แค่ 2-3 ชั่วโมง อาจจะเป็นวัน อาจจะเป็นอาทิตย์ อาจจะเป็นเดือน หรือว่าอาจจะเป็นปีด้วยซ้ำ
อย่างน้อยเมื่อเรารู้ว่าการอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องยาก เราก็จะได้ไม่ประมาท แล้วก็หาทางทำให้ตัวเองอยู่กับตัวเองให้ได้ในที่สุด ซึ่งไม่ใช่ว่ามีเงินเท่าไหร่ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ ที่จริงยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งทำให้ผู้คนมองข้ามเรื่องนี้ไป เพราะว่าพอมีเงินก็มีเพื่อน มีฝูง มีพวก มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น มีเงินมากก็มีโอกาสที่จะกินดื่มเล่นเที่ยวช้อปได้มาก ยิ่งทำให้เหินห่างจากตัวเองหรือว่าเกิดความรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง
ยิ่งทำให้ไม่เห็นความสำคัญของการอยู่กับตัวเองให้เป็น เพราะคิดว่ามีเงินแล้ว ก็ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องนี้แล้ว หมดห่วงเรื่องนี้แล้ว มีเงินเป็นสรณะพูดง่าย ๆ แต่สุดท้ายเมื่อถึงคราวที่จะต้องอยู่กับตัวเอง ไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตาม เช่น อาจจะถูกคนรักทิ้งหรือว่าตายจากไป หรือว่าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องนอนติดเตียงอยู่คนเดียว ไม่ต้องเป็นเดือน เอาแค่ 1-2 วันก็แย่แล้วสำหรับหลายคน
ถึงตอนนั้นก็จะรู้ว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ช่วยไม่ได้ มีทรัพย์สินบริวารแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ กว่าจะมารู้ความจริงก็อาจจะเกือบสายไปแล้วก็ได้ แต่เมื่อเรามาอยู่ที่นี่ เราได้ปฏิบัติ แล้วเรารู้ว่าการอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องยาก ถือว่าเป็นเรื่องดี ถึงแม้เราจะไม่ชอบก็ตาม แต่ก็เป็นความรู้ใหม่ รวมทั้งเป็นโจทย์ที่เราจะต้องหาทางจัดการ
และโจทย์นี้จะตอบได้ก็ด้วยการที่เราเจอกับความทุกข์ที่ต้องอยู่กับตัวเอง ทั้งที่เราไม่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ อยู่ที่นี่เราก็มีมิตร มีเพื่อน มีครูบาอาจารย์อยู่ข้าง ๆ เราไม่ได้อยู่คนเดียวจริง ๆ เราไม่ได้ปฏิบัติคนเดียวจริง ๆ แต่ว่าแบบแผนการปฏิบัติมันก็เหมือนกับอยู่กับตัวเองไม่มากก็น้อย เพราะว่าไม่มีโทรศัพท์ให้ดู ไม่มีเพื่อนมาพูดคุย รวมทั้งไม่มีอะไรให้ทำด้วยที่จะชวนให้เราใจลอย
ทั้งวัน ๆ ก็มีแต่การปฏิบัติกับตัวเอง เดินไปเดินมา กลับไปกลับมา เรียกว่าเดินจงกรม หรือว่ายกมือไปยกมือมา พลิกมือไปพลิกมือมา เรียกว่าสร้างจังหวะ ก็ทำเท่านี้เป็นส่วนใหญ่ มีเวลาบ้างที่ไม่ได้จงกรมหรือสร้างจังหวะ ก็มาสวดมนต์ มาทำวัตร ฟังธรรม สวดมนต์ก็ต่างคนต่างสวด ฟังธรรมก็ต่างคนต่างฟัง กินข้าวก็ต่างคนต่างกิน ไม่ได้พูดคุยกัน มันก็เหมือนกับอยู่คนเดียวหรืออยู่กับตัวเอง
ไม่ใช่อยู่คนเดียวก็จริง แต่ว่ามันก็คือการอยู่กับตัวเองนั่นแหละ และนี่เป็นโอกาสที่เราจะมาพิจารณาว่าทำไมการอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องยาก ทำไมการอยู่กับตัวเองเป็นสภาวะที่เราไม่ชอบ หลายคนพบว่าพออยู่กับตัวเองแล้ว มันก็มีความคิดมารบกวน มีความคิดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย คิดฟุ้งซ่าน คิดกระจาย คิดเรี่ยราด
แล้วพอคิดเรี่ยราด คิดกระจาย ฟุ้งกระจาย คิดโน่นคิดนี่ มันก็ตามมาด้วยอารมณ์ความรู้สึก คิดบางเรื่องก็ทำให้เราหงุดหงิด วิตกกังวล คิดบางเรื่องก็ทำให้เราเศร้า เสียใจ ทำให้เกิดความอาลัย คิดบางเรื่องก็ทำให้น้อยเนื้อต่ำใจ หรือว่าคิดบางเรื่องก็ทำให้อึดอัด อยากจะเลิกปฏิบัติ
อารมณ์พวกนี้ให้เราสังเกต มันมาพร้อมกับความคิด หรือมันเกิดจากความคิด ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ มันจะเกิด มันต้องคิดก่อน เช่น จะโกรธใคร มันก็ต้องคิดถึงคนนั้น คิดถึงการกระทำและคำพูดของคนนั้น ถึงจะโกรธได้ ความเศร้าก็เหมือนกัน จะเศร้าได้ก็ต่อเมื่อคิดถึงเหตุการณ์บางอย่าง นึกถึงความพลัดพรากสูญเสียจากของรัก จากคนรัก ถ้าไม่คิด มันก็ไม่เกิดความเศร้า
ความวิตกกังวลก็เหมือนกัน พอคิดถึงลูก คิดถึงงาน คิดถึงการ คิดถึงค่าใช้จ่าย คิดถึงหนี้สิน ก็เกิดความวิตกกังวลขึ้นมา อารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ รวม ๆ แล้วเราก็เรียกว่านิวรณ์ มันมีตั้งแต่ความง่วงเหงาหาวนอน มีตั้งแต่ความขุ่นเคือง หงุดหงิด โมโห มีทั้งความอยากจะเสพหรือนึกถึงสิ่งที่ถูกอกถูกใจ อยากจะเข้าไปหาไปเสพสิ่งนั้น หรือว่าเกิดความร้อนรน กระวนกระวาย หงุดหงิด งุ่นง่าน กระสับกระส่าย หรือเกิดความลังเลสงสัยว่า “กูมาทำอะไรเนี่ย” “ทำแล้วจะได้อะไร” “ทำถูกไหม”
พวกนี้เรียกว่านิวรณ์ 5 มีตั้งแต่ 1) ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน 2) พยาบาท คือ ความหงุดหงิด โมโห ขุ่นมัว คับแค้น 3) กามฉันทะ นึกถึงสิ่งที่ถูกอกถูกใจ อาหารเอร็ดอร่อย เพลงที่เพราะ หนังที่หนังที่สนุก กาแฟรสหอมหวานที่ไม่ได้เสพ นึกถึงเกิดความอยาก หรือที่นอนอันนุ่ม อากาศที่เย็นสบาย พวกนี้ก็เรียกว่ากามฉันทะ 4) อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดฟุ้งซ่าน ร้อนรน กระวนกระวาย กระสับกระส่าย 5) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
อารมณ์พวกนี้ ส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากความคิดนั่นแหละที่มันฟุ้งกระจาย เรี่ยราด และตราบใดที่ปล่อยให้ความคิดหรืออารมณ์เหล่านี้ครอบงำ เราก็จะรู้สึกเป็นทุกข์มากเลย และมีบางคนพอถูกอารมณ์พวกนี้ครอบงำ เขาก็หาวิธีที่จะไม่ให้อารมณ์ครอบงำด้วยการควบคุมความคิด
อย่างมีผู้ชายคนหนึ่งติดคุกมืด ที่ติดคุกมืดเพราะว่าเขาเคยพยายามหนีมาหลายครั้ง ถูกจับได้ก็เลยถูกส่งไปอยู่เกาะ ไม่ใช่เกาะที่โดดเดี่ยวอย่างเดียวแต่ภายในเกาะก็มีคุกมืด 10 ปีได้ แล้วเขาก็รู้ว่าไอ้ความยากลำบากของคุก เช่น อาหารที่น้อย อากาศที่หนาว สิ่งเหล่านี้มันยังไม่ได้เป็นอันตรายต่อตัวเขามากเท่ากับความคิด เพราะไม่ได้เจอใครเลย ไม่เห็นแสง ไม่เห็นตะวัน
เขารู้เลยว่าคนที่เอาตัวไม่รอดไม่ใช่เพราะว่าความยากลำบากในคุก แต่เป็นเพราะว่าความคิดที่มันฟุ้งซ่านจนเอาไม่อยู่ ตามมาด้วยอารมณ์ที่ทำให้เป็นบ้าได้ แล้วเขาก็เลยพยายามควบคุมจิต ควบคุมความคิดด้วยการเดินจงกรม เขาไม่รู้จักการเดินจงกรม แต่เขารู้ว่าถ้าเดินนับก้าว ใจอยู่กับการนับ มันก็จะไม่คิดมาก ไม่คิดไปถึงอดีตที่เคยมีความสุขอยู่กับคู่รัก ไม่คิดถึงอนาคตว่าจะต้องทนอยู่ในนี้อีกนานเท่าไหร่ ไม่มีการนับถอยหลัง เพราะยิ่งนับถอยหลังก็ยิ่งทุกข์เพราะมันยาวไกลเหลือเกิน
หยุดคิดด้วยการเอาจิตมาอยู่กับการนับก้าว ก็นับทั้งวัน เดินไปนับไป เดินไปนับไป ทั้งที่ในคุกนี้ก็กว้างแค่ไม่ถึง 2 เมตร ปรากฏว่าเขารอดมาได้หลังจากติดมาเป็น 10 ปี คนอื่นนี้เป็นบ้าไปหมดหรือไม่ก็ตายในคุก แต่ว่าเขารอดมาได้ สภาพจิตก็ย่ำแย่ ร่างกายก็บอบช้ำ แต่ว่าในที่สุดก็รอดมาได้เพราะว่าควบคุมจิตไม่ให้คิด เพราะรู้อันตรายที่น่ากลัวที่สุดมันไม่ใช่ความยากลำบากทางกาย แต่เป็นความฟุ้งซ่านซึ่งตามมาพร้อมกับอารมณ์ ที่เราเรียกว่านิวรณ์ 5 นี่แหละ
เราอยู่กับตัวเองได้ยาก เพราะว่าความคิดที่ฟุ้งกระจัดกระจาย แล้วก็อารมณ์ที่เกิดขึ้นตามมา แต่ที่จริงแล้วจะพูดว่าความคิดและอารมณ์เหล่านั้นมันทำให้เราเป็นทุกข์ ก็พูดไม่ได้เต็มปาก มันอยู่ที่ว่าเราจะจัดการอย่างไรกับความคิดและอารมณ์เหล่านั้นต่างหาก
ความคิดเกิดขึ้น ถ้าเราหลงเข้าไปในความคิด อารมณ์ใดเกิดขึ้น เราหลงเข้าไปในอารมณ์ เราก็เป็นทุกข์ แต่แม้มันเกิดขึ้น แต่เราไม่หลง ไม่ปล่อยใจหลงเข้าไปในความคิด ไม่ปล่อยใจหลงเข้าไปในอารมณ์ ความคิดและอารมณ์ก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ ฉะนั้นจะเรียกว่าทุกข์เพราะความคิด ทุกข์เพราะอารมณ์นี้ก็ยังไม่ถูกทีเดียว เรียกว่าทุกข์เพราะหลงเข้าไปในความคิด หลงเข้าไปในอารมณ์มากกว่า
สำหรับปุถุชนอย่างเรา มันห้ามคิดยาก ความคิดหลายอย่างมันเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ชอบ แต่มันก็คิดขึ้นมาเอง เช่น เราอยู่ที่นี่ แหม เราไม่อยากจะคิดหลายเรื่องเลย เพราะคิดแล้วทุกข์ แต่ว่ามันก็คิดอยู่เรื่อย ๆ คิดถึงงาน คิดถึงลูก คิดถึงคนรัก คิดถึงอดีตที่เจ็บปวด คิดถึงของอร่อยที่อยากกินอยากเสพ
แต่ก่อนไม่มีปัญหา เพราะว่าเรามีวิธีหลบ วิธีเลี่ยงอารมณ์ มันอยากกินก็ไปกินเลย อยากกินกาแฟ อยากสูบบุหรี่ก็ไปสูบ มันก็เลยไม่มีอาการความอยากรบกวน ถ้าฟุ้งซ่านก็ไปดูหนังฟังเพลงเดี๋ยวก็หาย หรือว่าไปพูดคุยกับคนเดี๋ยวก็ลืม เราหลบ เราเลี่ยง เราหนีอารมณ์เหล่านี้อยู่ตลอด เราจึงไม่รู้สึกว่ามันรบกวนเราเท่าไหร่ ไม่มากเหมือนตอนนี้
เพราะอยู่ที่นี่เราหนีไม่ได้ จะหลบไปกินกาแฟ หรือว่าไปเปิดมือถือไถหน้าจอให้มันลืม ให้มันเพลิน ให้มันหายง่วง หรือไปคุยกับเพื่อนก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นมันก็เลยต้องเจอ ต้องเผชิญกับความคิดและอารมณ์เหล่านี้ซึ่ง ๆ หน้าอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราพิจารณาว่า เออ จริง ๆ แล้วมันทำให้เราทุกข์จริงหรือเปล่า หรือมีวิธีการอื่นไหมที่จะรับมือกับมัน นอกจากการกดข่มความคิด
หลายคนพยายามไปกดข่มความคิด ห้ามความคิด แต่ก็ไม่ได้ผล ตั้งใจว่าระหว่างที่เดินจงกรมจะไม่คิด เผลอแป๊บเดียวมันก็คิดซะแล้ว แม้แต่ระหว่างที่สวดมนต์ ตั้งใจว่าจะสวดมนต์อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่คิดอะไร เดี๋ยวมันก็แวบไปแล้ว แม้กระทั่งระหว่างฟังคำบรรยาย แม้ตั้งใจว่าจะฟังให้ต่อเนื่อง แต่ก็หลุดบ่อย ๆ เพราะอะไร เพราะเผลอคิด ไม่ได้ตั้งใจแต่จิตเผลอไปเอง
ที่จริงเผลอก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าเรารู้ทันเร็ว ๆ เวลาเผลอนี้เรียกว่าหลง เผลอเมื่อไหร่ก็หลงเข้าไปในความคิด หลงเข้าไปในอารมณ์ แต่ถ้ามันเผลอคิดก็จริง แต่ว่าออกมาได้เร็วหรือกลับมารู้สึกตัวได้ไว มันก็ไม่เกิดความทุกข์มาก และนี่แหละคือสิ่งที่เรามาฝึก
ในอีกแง่หนึ่งเราก็มาเห็นว่าเหตุแห่งทุกข์คืออะไร ทีแรกเราพบว่า เออ เหตุแห่งทุกข์ก็คือความคิดและอารมณ์ แต่ก่อนนี้เคยคิดว่าทุกข์เพราะเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ เจอเหตุการณ์ที่มากระทบจากภายนอก แต่ตอนนี้พบว่า เออ มันทุกข์เพราะความคิด ทุกข์เพราะอารมณ์ คิดทีไรก็ทุกข์ทุกที คิดทีไรก็เศร้าทุกที คิดทีไรก็โมโหทุกที หงุดหงิดทุกที
แต่ตอนหลังพบว่า เอ๊ะ มันไม่ใช่ทุกข์เพราะความคิด มันทุกข์เพราะไม่รู้ทันความคิด มันทุกข์เพราะไม่รู้ทันอารมณ์ เพราะว่าแม้จะมีความคิดมีอารมณ์เกิดขึ้นหรือมีนิวรณ์เกิดขึ้นแต่รู้ทันมัน มันก็ทำอะไรใจไม่ได้ นี่เป็นความรู้ใหม่ที่ควรจะเห็น แล้วก็เห็นอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งมันกระจ่าง แต่ก่อนทุกข์เพราะคิดว่าทุกข์เพราะคนโน้นคนนี้ ทุกข์เพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทุกข์เพราะงานทุกข์เพราะการ แต่จริง ๆ ไม่ใช่หรอก มันทุกข์เพราะความคิด
ถ้าไม่คิดถึงคนนั้นมันก็ไม่โกรธ ถ้าไม่คิดถึงงาน มันก็ไม่กังวล ไม่หนักใจ แต่คิดทีไรก็ทุกข์ทุกที แต่ตอนหลังมันเห็นละเอียดขึ้น มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ว่าทุกข์เพราะความคิด ทุกข์เพราะอารมณ์ แต่ทุกข์เพราะไม่รู้ทันความคิด ไม่รู้ทันอารมณ์ต่างหาก ความคิดเกิดขึ้น อารมณ์เกิดขึ้น แต่รู้ทันมัน มันก็ไม่ทุกข์ หรือถึงทุกข์มันก็จางคลายไป
และตรงนี้แหละที่จะเป็นความรู้สำคัญ เพราะมันทำให้เราตระหนักว่าการรู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ มันเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ มาก่อทุกข์กับใจเราไม่ได้ ทีนี้พอเรารู้อย่างนี้ เราก็จะเห็นความสำคัญของการฝึกสติและการทำความรู้สึกตัว เพราะเมื่อทุกข์เพราะหลงคิด หลงเข้าไปในอารมณ์ รู้สึกตัวเมื่อไหร่มันก็หายหลง รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จิตก็หลุดจากความคิด หลุดจากอารมณ์ กลับมารู้สึกปลอดโปร่ง โล่ง เบา
รู้สึกตัวเมื่อไหร่ก็โปร่ง โล่ง เบา มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ซึ่งถ้าสะสมมาก ๆ มันจะทำให้เราพบกับความเบาสบาย และตรงนี้ที่จะทำให้เราอยู่กับตัวเองได้ง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่จะต้องอยู่กับตัวเอง ไม่ว่าเพราะเหตุผลใดหรือในสถานการณ์ใดก็ตาม ไม่ต้องถึงขั้นติดคุกติดตะราง แต่บางครั้งเราก็ต้องอยู่คนเดียว
อย่างในช่วงล็อคดาวน์ หลายคนก็อยู่คนเดียวแต่ก็ไม่ได้อยู่คนเดียวจริง มีโทรศัพท์มือถือ มีแท็บเล็ต มีคอมพิวเตอร์เอาไว้ท่องอินเตอร์เน็ต ส่งจิตออกไปสู่โลกในจินตนาการ แม้กระนั้นก็ยังทุกข์เลย คือเบื่อ เหงา เซ็ง แต่ที่จริงความเบื่อ ความเหงา ความเซ็ง ไม่ได้ทำให้เราทุกข์ แต่ที่ทุกข์เพราะรับมือกับมันไม่ถูก
มันเบื่อ มันเหงา แต่ถ้าเห็นมัน ไม่ปล่อยใจหลุดไหลเข้าไปในอารมณ์เบื่อ หรือไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับมัน อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนใช้คำว่า “เห็น ไม่เข้าไปเป็น” มันมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม แค่เห็น ไม่เข้าไปเป็น มันก็หลุดแล้ว มันก็โปร่งแล้ว
การเห็น กับ ความรู้สึกตัว นี้มันคู่กัน ฉะนั้นถ้าเรามีสติเห็นความคิดเห็นอารมณ์บ่อย ๆ ใจที่มันหลงเข้าไปในความคิด หลงเข้าไปในอารมณ์ ก็กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว และถ้าเราอยู่กับความรู้สึกตัวอยู่บ่อย ๆ การอยู่กับตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แถมยังกลายเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วยซ้ำ เพราะว่าพออยู่กับตัวเองแล้ว หรืออยู่กับความรู้สึกตัวแล้ว จิตใจก็สงบ สบาย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นตัวขัดขวางว่าเราจะต้องหลีกเร้น ไม่ข้องเกี่ยวกับใคร
ไม่เหมือนความสงบบางชนิด ที่มันบังคับเรียกร้องให้เราไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร เก็บตัวอยู่เงียบ ๆ เพราะเกี่ยวข้องกับใครแล้วมันจะวุ่นวาย อันนี้เป็นความสงบที่ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกตัว แต่เกิดจากการไม่รับรู้อะไร พอไม่รับรู้อะไร ไม่มีสิ่งเร้า ใจก็สงบได้ง่ายขึ้น
แต่ความรู้สึกตัว เป็นความสงบอีกแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นแม้จะรับรู้ รับรู้ด้วยตา ได้ยินเสียง เกี่ยวข้องกับผู้คน แต่ว่าความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นก็ผุดขึ้นมาประเดี๋ยวประด๋าว โดยเฉพาะความคิดที่ไม่ตั้งใจ อารมณ์ที่ไม่ประสงค์ แต่ด้วยความรู้สึกตัวมันก็ทำให้อารมณ์พวกนี้สงบเรียกว่า ปล่อยวาง
ความรู้สึกตัว ถ้าเราอยู่กับมัน หรือถ้าเรากลับมารู้สึกตัวบ่อย ๆ การอยู่กับตัวเองเป็นเรื่องง่าย อยู่กับผู้คนก็ไม่ได้ว้าวุ่น หงุดหงิด อยู่กับตัวเองคนเดียวก็ไม่ได้เหงาอะไร แล้วถึงเวลาที่เราต้องอยู่กับตัวเองจริง ๆ หรือถึงเวลาที่เราต้องอยู่คนเดียว เพราะว่าคนที่คุ้นเคยล้มหายตายจากไป หรือว่าต้องไปนอนอยู่คนเดียวในโรงพยาบาล ก็อยู่ได้
หรือถึงแม้อยู่บ้าน ไม่มีคู่ครอง ก็ไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องมีใครมาอยู่ใกล้ ๆ เพราะทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ อาการแบบนี้มันก็ไม่มี อยู่กับตัวเองหรืออยู่คนเดียว ไม่ใช่ไม่เหงา ไม่เบื่อ แต่ว่าความเหงาความเบื่อทำอะไรไม่ได้เพราะว่ารู้สึกตัว ยอมรับมัน ไม่ผลักไสมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะว่าการผลักไส การกดข่ม การไม่ยอมรับอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็เป็นตัวการสร้างปัญหา
อย่างการปฏิบัติที่นี่ เราไม่เน้นเรื่องการไปกดข่มความคิด ไปผลักไสอารมณ์ อะไรก็ตามที่มันเกิดขึ้นก็ยอมรับมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะว่าเรามีวิชา วิชาอะไร วิชารู้ซื่อ ๆ เห็นมัน เห็นมัน เมื่อรู้แล้วว่ามันมีอยู่ ก็แค่รู้ซื่อ ๆ ไม่ผลักไส ก็ทำให้ไม่เข้าไปเป็น ก็ทำให้เกิดความรู้สึกตัวได้
การปฏิบัติ ถ้าเราอยู่กับตัวเองเป็น มันไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเหงา ไม่มีความเบื่อ ไม่มีความเซ็ง มันมีแต่ว่าอยู่กับมันได้ เป็นมิตรกับมันได้ คนเราถ้าอยู่กับตัวเองเป็นคืออยู่กับความรู้สึกตัวแล้วนี้ มันก็อยู่กับอารมณ์ต่าง ๆ ได้ โดยที่ไม่ถูกมันเบียดเบียน ครอบงำ
ไม่ใช่ว่าไม่มีอารมณ์เหล่านี้ มีแต่มันทำอะไรไม่ได้ เพราะต่างคนต่างอยู่ อยู่กับความรู้สึกตัวเป็น ก็อยู่กับตัวเองได้ อยู่กับความเหงา อยู่กับความเบื่อ ก็อยู่ได้ ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร