แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ถาม:
เราจะมีแนวทางในการสอนเด็กรุ่นใหม่อย่างไร ให้นักเรียนได้เรียนรู้ในแนวทางที่อาจารย์เคยบอกไว้ค่ะ
ตอบ:
ความจริงถ้าพูดถึงแนวทางหรือรูปแบบอะไรอาจจะยากสำหรับผมนะ เพราะผมไม่มีความสามารถจริงๆ นะครับ แต่ผมมีความรู้สึกเพียงสิ่งเดียวที่ผมมีความรู้สึกเหมือนกับที่ผมนั่งคุยกับอาจารย์ตอนที่เราคุยกันนะครับ ว่าจริงๆ แล้วครู ครูนี่คือใครไม่รู้นี่นะครับ ผมเชื่อว่าครูในทุกๆ โรงเรียนไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมอะไรมากมาย จะสามารถสอนหรือจะสามารถนำเสนอ ขอโทษนะครับผมขอเล่าเรื่องส่วนตัวได้ไหมครับ เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผมขอบพระคุณและผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อสมัยที่ผมเรียนหนังสือที่โรงเรียนประถมที่บ้านของผม เป็นโรงเรียนวัดอยู่ในชนบทที่ห่างไกล ครูที่สอนหนังสือที่มีอยู่เก่าๆ เดิมๆ ก็เป็นครูสูงวัยนะครับ เจอนักเรียนต้องมีไม้เรียวถือติดมือไม่เคยขาดเลยนะครับ หวดตีกันอยู่ร่ำไปนะครับ วันดีคืนดีก็มีครูใหม่คนหนึ่ง ที่พวกเราเป็นเด็กแอบดูกันด้วยความรู้สึกเหมือนกับนางฟ้า แต่งตัวสวยมีกระโปรงนุ่งอย่างนี้นะครับ แล้วมันมีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตผม คือปกติทุกวันเมื่อเราเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จนะครับ ก่อนจะเดินเข้าห้องเรียนเป็นแถวตามที่ครูสั่งให้เราเข้าห้องเรียน จะมีครูเวรเดินมาตรวจความเรียบร้อยของนักเรียนในแต่ละชั้นทุกๆ ชั้น พวกเราที่เป็นนักเรียน เมื่อก่อนจะเข้าห้องเรียนจึงยืนตัวตรง วิธียืนก็คือตรวจ ก็คือยืนตัวตรงแบมือคว่ำมืออย่างนี้นะครับ ทั้งมือซ้ายและมือขวาและยืนตัวตรง ครูจะตรวจเวรก็คือเดินผ่านเราไปเรื่อยๆ ถ้าตรงไหนครูเดินและผ่านเลยไปก็แสดงว่าเราสอบผ่าน คือไม่มีปัญหาใดๆ ปกติครูที่ตรวจเวรนี่จะมีไม้เรียวบ้างไม้บรรทัดบ้างแล้วแต่ความเหมาะสมที่ครูหาได้ในตอนนั้นๆ และถ้าใครทำอะไรผิดครูก็จะดึงออกมาและหวดก้นคนละทีหรือว่าตีอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีอุปกรณ์ครูก็จะบิดจมูกหรือไม่ก็ดึงหูนะครับ
วันนั้น คุณครูที่ประดุจดังนางฟ้านี่นะครับเป็นครูเวร ผมไม่เคยเรียนหนังสือกับท่านเลยเพราะว่าท่านมาเป็นครูที่สอนในชั้นอื่น ไม่ใช่ชั้นที่ผมเรียน แล้วท่านเป็นผู้เดินตรวจแถวเป็นครูเวรเดินผ่านมา ชั้นอื่นผมไม่รู้ไม่สนใจเพราะว่าเรารอว่าเมื่อไรจะมาถึงชั้นของเรา เมื่อเดินมาถึงชั้นที่ผมเป็นนักเรียนอยู่นี่ ครูเดินผ่าน ผ่านเพื่อนมาตามลำดับ พอมาถึงหน้าผม
ตอนนั้นผมยืนตัวตรงแต่ก้มหน้านะครับและครูหยุด ผมเนี่ยช็อกเลย ความรู้สึกที่เกิดในใจก็คือ กูซวย กูซวยแล้ว คือเราไม่ได้กลัวครูตีอะไรมากมายนะครับ แต่การที่ถูกครูทำโทษนี่มันจะกลายมาเป็นเรื่องที่เพื่อนเอาไปล้อเลียน และเพื่อนก็จะ... แล้วเราก็ชกต่อยกันหลังจากนั้น แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าครูจะลงโทษยังไง มันไม่ได้เจ็บมากหรอก จริงๆ ที่ครูจะหวดก้นเราน่ะนะครับ เพราะเราต่อยกันเจ็บมากกว่านั้น แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผมคือ ขณะที่ผมยืนตัวตรงโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไรครูจึงหยุดยืนหน้าผม ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผมคือ ครูค่อยๆ ย่อตัวนั่งลง ภาพของครู ใบหน้าของครูที่ผมมองไม่เห็นเพราะมัน... เราก้มหน้าใช่ไหมครับ เราเห็นแค่ร่างกายครู เสื้อผ้ากระโปรงครูนี่นะครับ กระโปรงบานๆ ก็คร่อมไปบนพื้น แล้วครูก็นั่ง พอครูย่อตัวนั่งลง ใบหน้าของครูจึงมาอยู่ในระยะที่ใกล้กับเรา ผมเป็นเด็กยืนจึงสูงกว่าท่านเล็กน้อย ท่านนั่งลงและท่านแหงนหน้านิดหนึ่ง มือของท่านจับมาที่เข็มขัดที่ผมรัดและผมก็รู้ว่าสิ่งที่มันเป็นความผิดของผมคือผมรัดเข็มขัดและไม่ได้เอาเข็มขัดสอดเข้าไปข้างในครับ ปล่อยไว้แบบนี้นะครับ แล้วคุณครูท่านรัดเข็มขัดให้ผม ขณะที่ท่านรัดเข็มขัดท่านแหงนหน้ายิ้มให้ผมและก็พูดกับผมว่า “ต่อไปทำอย่างนี้ทุกวันนะ” เชื่อไหมครับ จิตของเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กบ้านนอก ครูทำสิ่งนี้เพียงเสี้ยววินาที แต่ภาพของครูที่ทำสิ่งนี้กับผมไม่เคยลืมเลยจนถึงปัจจุบันนี้ ครูคนนี้ชื่อคุณครูพิกุล มณีโชติ ผมไม่เคยลืมชื่อนี้เลยในชีวิตผม เป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มากที่ครูนั่งลงและรัดเข็มขัดให้ผม ยิ้มให้ผมและบอกให้ผมรัดเข็มขัดอย่างนั้นทุกวัน ผมรัดเข็มขัดและผมนึกถึงคุณครูพิกุล ผมกำลังพูดถึงสิ่งหนึ่งที่ผมจดจำ คุณครูพิกุล มณีโชตินี่นะครับ เป็นอะไรบางอย่างในใจที่ผมอยากเป็นครู ผมอยากเป็นครู ผมอยากเป็นครู
วันที่ผมมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นชั่วโมงแรก มีนักศึกษามาลงทะเบียนเรียนกับผม 5 คน สิ่งแรกที่ผมพูดกับพวกเขาก็คือ เล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟังและบอกเขาว่า ช่วยผมด้วย ช่วยให้ผมเป็นครูแบบครูพิกุล ความรู้สึกที่ผมพูดในวันนี้พูดด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่มันบอกไม่ถูกว่าทำไมคนแก่คนหนึ่งอายุหกสิบกว่าแล้วต้องมาพิรี้พิไรกับเรื่องเหล่านี้ แต่เรื่องเหล่านี้มิใช่หรือที่ทำให้เด็กคนหนึ่งโหยหาการเรียนรู้ เมื่อผมจบการศึกษาเพียงแค่ชั้นประถมปีที่สี่ ผมอยากไปโรงเรียน ผมอยากได้เรียนกับครูพิกุล แต่ผมก็ไม่มีโอกาสได้เรียน แม้ต่อมาผมจะไม่สามารถเรียนหนังสือกับครูพิกุลได้ แต่ผมรู้สึกว่าผมจะเรียนหนังสือ เพราะความรู้สึกแบบนี้นะครับเป็นความรู้สึกที่ผมอยากจะบอก ความรู้สึกแบบนี้ที่ผม..ถ้ามีโอกาสพบกับครูที่ไหนเมื่อไรอย่างไร ผมจะคุยกับท่านและบอกให้รู้ว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่นั้นแม้เพียงเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่มากนะ ความรู้สึกที่เป็นความเมตตาอาทรของครู แม้จะดูเป็นเรื่องปกติแต่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาในชีวิตของคนคนหนึ่งที่เป็นนักเรียน เพราะฉะนั้น ขอ ขอให้โปรดเข้าใจความรู้สึกอันนี้ และผมเชื่อว่านักเรียนไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ไม่ว่าจะดื้อหรือไม่ว่าจะซนสักเพียงใด แต่ลึกๆ แล้วนักเรียนทุกๆ คนนี่ครับ เมื่อได้รับการปฏิบัติหรือการสอนอะไรบางสิ่งบางอย่างจากครู เขาจะจดจำไปตลอดชีวิต
ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้หลายๆ คนฟัง สมัยที่ผมมาเป็นอาจารย์แล้วผมยังคุยกับพวกนักเรียนเลยว่า คุณมีครูในดวงใจอะไรบ้างไหม บางคนเขาบอกไม่มี ผมบอกน่าเศร้าเป็นที่สุดถ้าอย่างนั้น น่าเศร้าเป็นที่สุด มีนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งปัจจุบัน เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎ วันที่ผมจบ เขาคงฟังเรื่องจากผมมามากแล้ว เขาจึงเขียนจดหมายน้อยถึงผม ว่าผมโชคดียิ่งนักที่ในชีวิตนี้ได้พบครู แล้วก็พูดในความหมายเพื่อให้รู้ว่าเขาพบผมเขาถึงรู้สึกว่าโชคดีประมาณนี้นะครับ แต่เขาพูดดีเพราะเขาเรียนเอกภาษาไทย เขียนไพเราะเขียนเป็นกวีด้วยอะไรด้วยนี่นะครับ แต่ความหมายที่ผมอยากจะบอกและอยากจะพูดกันตรงนี้เพื่อจะตอบนะครับก็คือ วิธีเดียว วิธีเดียวที่เราจะสอนเด็ก ไม่ใช่ด้วยคำพูดไม่ใช่ด้วยอะไร แต่ด้วยใจของเราที่มีความรักความปรารถนาดีต่อเขาและก็ทำ ทำหน้าที่ พูดเป็นภาษาพระ ทำหน้าที่ที่เหมือนกับแม่ปฏิบัติต่อลูกนะครับ และนั่นละครับเป็นวิธีที่ครูปฏิบัติ