PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ)
  • วิปัสสนาไม่ใช่มุ่งคิดให้แตกหัก เพียงรู้จักถอนตนจากความคิด
วิปัสสนาไม่ใช่มุ่งคิดให้แตกหัก เพียงรู้จักถอนตนจากความคิด รูปภาพ 1
  • Title
    วิปัสสนาไม่ใช่มุ่งคิดให้แตกหัก เพียงรู้จักถอนตนจากความคิด
  • เสียง
  • 14216 วิปัสสนาไม่ใช่มุ่งคิดให้แตกหัก เพียงรู้จักถอนตนจากความคิด /aj-khemnanta/2025-10-02-14-09-12.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
อาจารย์โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ)
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 02 ตุลาคม 2568
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • “วิปัสสนา ไม่ใช่มุ่งคิดให้แตกหัก

    เพียงรู้จัก ‘ถอนตนจากความคิด’ ”

    — โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ)

     

    ถ้อยคำที่กล่าวว่า “ใช้สติตัวเดียว ละทุกสิ่งทุกอย่างได้”

    เราเข้าใจคลาดเคลื่อน

     

    สติ ไม่ใช่ตัวละ

    เป็นเพียงตัวการที่นำเราเผชิญความจริงเท่านั้น

    ส่วน ตัวละ คืออีกตัวหนึ่ง

     

    เพื่อไม่ให้เป็นการลังเล

    ผมจะยกพุทธสุภาษิตขึ้นมาสำทับ

    ไม่ใช่เพื่ออวดภูมิ

    ที่จริงพุทธสุภาษิตเหล่านั้น

    ล้วนแล้วแต่มีมิติที่ลุ่มลึก

    ตีความได้หนึ่งชั้น สองชั้น สามชั้น

    หรือที่สุดได้

     

    ยกตัวอย่าง พุทธเจ้าบอกว่า

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอรู้จักรูป เธอจักปรินิพพาน

    ฟังดูง่ายดีครับ รูป เราก็เห็นอยู่ รู้จัก

    แต่เรายังมีปัญหายุ่งยาก

     

    บางครั้งท่านบอกว่า

    เธอรู้จักเวทนา เธอจักปรินิพพาน

    เธอรู้จักวิญญาณ เธอจักปรินิพพาน

     

    แต่สำหรับประการหลังนั้น สำคัญมาก

    บางครั้งท่านบอกว่า

    เมื่อรู้จักวิญญาณ โดยความเป็นวิญญาณ

    ชื่อว่าอยู่ชิดประตูพระนิพพาน

     

    รู้จักจิต โดยความเป็นจิต

    ไม่ใช่โดยความคิดของเรา

    เราคิดว่า “มีจิต” อย่างนี้ไม่ใช่จิต

    เป็นภาพสะท้อนของจิต

     

    เช่นเดียวกับที่เคยยกตัวอย่าง

    เราคิดว่าเราเป็นเรา

    ที่จริงภาวะที่เรารู้จัก

    เป็นเพียงภาพสะท้อนเท่านั้น

     

    ยกตัวอย่าง

    เมื่อเรายืนต่อหน้าแม่ เรารู้สึกว่าเราเป็นใครคนหนึ่ง

    เมื่อเรายืนต่อหน้าลูก เรารู้สึกว่าเราเป็นใครคนหนึ่ง

     

    ภาพสะท้อนนั้น

    เปรียบเหมือนภาพลวงตาในทะเลทราย

    หรือในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัด

    ทำให้เกิดชั้นบรรยากาศ

    ลำแสงที่เดินทางจากวัตถุชิ้นหนึ่งชิ้นใด

    จะเป็นต้นไม้หรือตัวอาคาร

    เกิดการสะท้อนกลับจากชั้นบรรยากาศ

    ทำให้เราเห็นภาพมีน้ำนองอยู่ข้างหน้า

     

    แต่ครั้นเราเดินทางเข้าไปถึงแหล่งที่เกิด

    ปรากฏว่าไม่มี

    พอเราถอยกลับมาที่ตำแหน่งเดิม

    ปรากฏมีขึ้นอีกแล้ว

     

    ดังนั้น ถ้าเราเป็นชาวพุทธ

    เราไม่ควรถกเถียงกันเลยว่า

    ตัวตนมีอยู่ หรือไม่มีอยู่

    จะพูดให้มี ก็มีขึ้น

     

    เรื่องไม่มี เราพูดให้มี มันก็มีขึ้น

    เรื่องความชั่วของคนอื่น

    เราอยากให้มี ก็พูดเข้า เดี๋ยวก็มีขึ้น

     

    ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในความคิด เป็นแสงสะท้อน

    เพราะตัวความคิดเอง คือภาพสะท้อน

    โลกของความคิด เป็นโลกซึ่งปรุงแต่งขึ้น

    จากน้ำมือและพลังมโนภาพของมนุษย์

     

    สำหรับสัตว์เดรัจฉานบางชนิดที่มีความเฉลียวฉลาด

    เช่น สุนัข อาจมีมโนภาพ แต่เป็นช่วงสั้น ๆ

     

    ผมเคยทดลองเลี้ยงสุนัข 2 ตัว

    วันหนึ่งเขากินอาหาร คือกระดูกไก่ กินไม่หมด

    เพราะมีมาก มีชาวบ้านคนหนึ่งนำมาให้

    เขานำไปฝัง

     

    สุนัขขุดคุ้ยฝัง

    แต่ผมสังเกตดู วันสองวันเขาก็ลืมไป

    มีอยู่วันหนึ่ง นอน ๆ อยู่ เขาสะดุ้ง ผงกหัวขึ้นมา

    ผมนั่งข้าง ๆ

    เขาคงคิดอะไรออก แล้วสุนัขก็วิ่งตรงไปที่

    ฝังกระดูกนั้น และได้คุ้ยขึ้นมากิน

    แสดงว่าเขาเพิ่งนึกออก

    ความคิดปรากฏขึ้นในจิตของเขานั่นเอง

     

    มิติทางความคิด

    คือมิติแห่งความจำในการกระทำ

    ในความรู้สึกครั้งอดีต

     

    ดังนั้น คนที่ฝังแน่นอยู่ในการกระทำ

    ความรู้สึก ความจำครั้งอดีต

    อาจจะเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมมาก

    แล้ววันหนึ่ง เราพบว่า

    ในความหลักแหลมของความทรงจำ

    ได้กลับกลายมาเป็น วัวพันหลัก

     

    ผมเชื่อว่า หลายคนคงเข้าใจคำว่า “วัวพันหลัก”

    แต่คนรุ่นใหม่อาจจะลำบาก

    เพราะไม่ค่อยเห็นวัวเท่าไหร่

     

    วัวดิ้นจะหนีไปกลางทุ่ง ไปกินหญ้า

    ยิ่งดิ้นเท่าไร ยิ่งพันตัวเอง

    ในที่สุดถึงชั่วขณะหนึ่ง ก็ล้มตึง

     

    ทุก ๆ ขณะ

    กระแสแห่งความคิดไหลผ่านเรา

    สิ่งที่เรียกกันว่า อาสวะ

    ผ่านเข้ามาทางความคิด

    กระแสอาสวะไหลต่อเนื่องอยู่ในตัวเราโดยไม่รู้ตัว

     

    ดังนั้น หลักธรรมในพุทธศาสนา

    ชี้ตรงไปสู่การทำลาย ความไม่รู้ตัว

    เพื่อเข้าไปตัดกระแสอาสวะ

    ที่ไหลอยู่ลึก 

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service