แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
การเจริญวิปัสสนา :
ไม่ใช่การมุ่งคิดให้แตกหักในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทำอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ก็จะเป็นข่ายสมมุติทั้งสิ้น
แต่เราคิดเป็นเดือน เป็นปี เป็นสิบปี เป็นยี่สิบ สามสิบปี ร้อยปี นะครับ
อย่างดีที่สุดของการใช้ความคิดปรุงแต่ง
เพื่อเข้าใจโลก เข้าใจสัจธรรม หรือธรรมชาติ
อย่างดีที่สุด ก็คือ เราปราดเปรื่อง แตกฉานในความคิด
แต่ถึงแม้น เราจะไม่สามารถนำคนได้
อันนั้นไปจัดการกับความทุกข์ยาก
ที่เราเผชิญหน้าจริง ๆ อย่างโดดเดี่ยว
ผมคงหมายถึงว่า แม้จะทำมากในแง่นั้นนะครับ แต่
ผลจะน้อยนิดมาก ๆ ครับ
ซึ่งตรงกันข้ามกับการกระทำ
แม้น้อยนิด แต่จะมีผลมากมายอย่างคาดไม่ถึง
นั่นก็คือ การถอนตนจากความคิด
คงอาจจะต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า
ถ้าเราถอนตนออกจากความคิดแล้ว
เราจะกลายเป็นคนไม่มีหัวคิดรึเปล่า
แล้วเราจะดำรงชีวิตอยู่ในโลก
ที่ความคิดให้ความหมาย และสวัสดิการแก่เรา
คนที่คิดมาก คิดเก่ง คิดชัดเท่าไร
เขาน่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น อันนี้คงไม่มีใครโต้แย้ง หรือโต้เถียงได้นะครับ
แต่ก็ขอให้สังเกตสิ่งหนึ่ง ก็คือ
เพราะความคิดอันมากมายใช่รึเปล่าครับ ที่ทำให้เราทุกข์หนัก
ทุกวิกฤตการณ์ทั้งหมด มันมาทางความคิดครับ
เราก็เผชิญหน้าสองด้านแล้วครับ
ทำอย่างไรเราจึงจะไม่สูญเสียความคิด
แต่เราไม่จำเป็นต้องทุกข์กับความคิดด้วย
แต่ความต้องการของเรา ดูจะขัดแย้งอยู่ในตัว
บางครั้ง บางคืนนะครับ เรานอนไม่หลับ
สาเหตุก็คือ เราไม่อาจหยุดยั้งความคิดของเราได้
เราไม่อยากจะคิดเลย เรื่องนั้น เรารู้ดีว่า
ถ้าขืนคิด เราจะเจ็บปวด แต่เราอดไม่ได้
เรารู้ดีว่า กรณีเช่นนี้ เราไม่อยากจะโกรธ
โกรธแล้วมันเหนื่อย เจ็บปวด โรคภัยไข้เจ็บจะรุมเร้า
แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะต้องโกรธ
เรามีสติกันทุกคน นะครับ
เว้นไว้แต่เราเป็นคนวิกลจริต นั่นก็เป็นความพิการอาภัพ
คนทุกคนจะต้องมีสติ จะคงได้ยินถ้อยคำที่กล่าวว่า
ใช้สติตัวเดียว ละทุกสิ่งทุกอย่างได้
ผมคิดว่า เราเข้าใจคลาดเคลื่อนครับ
สติ ไม่ใช่ตัวละเลย
เป็นเพียงตัวการที่นำเราเผชิญกับความจริงเท่านั้น
ส่วนตัวละ มันอีกตัวหนึ่ง
เพื่อไม่ให้เป็นการลังเลข้อแนะของผมนะครับ
ผมจะยกสุภาษิตขึ้นมาสำทับ ไม่ใช่เพื่ออวดภูมิ นะครับ
ที่จริงพุทธภาษิตเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่มีมิติที่ลุ่มลึก
ตีความได้หนึ่งชั้น สองชั้น สามชั้น หรือที่สุดก็ได้ครับ
เช่น ยกตัวอย่าง พระเจ้าบอกว่า
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย
เธอรู้จัก รูป
เธอจัก ปรินิพพาน
ฟังดูง่ายดีครับ รูป เราก็เห็นอยู่ รู้จัก
แต่เรายังมีปัญหายุ่งยาก
บางครั้งท่านบอกว่า
เธอรู้จัก เวทนา
เธอจัก ปรินิพพาน
เธอรู้จัก วิญญาณ
เธอจัก ปรินิพพาน
แต่สำหรับประการหลังนั้น สำคัญมากนะครับ
บางครั้ง ท่านบอกว่า
เมื่อรู้จักวิญญาณ โดยความเป็นวิญญาณ
ชื่อว่า อยู่ชิดประตูพระนิพพาน
เพราะรู้จักจิต โดยความเป็นจิต
ไม่ใช่ โดยความคิดของเรา
เราคิดว่ามันมีจิต อย่างนี้ ไม่ใช่จิตครับ
เป็นภาพสะท้อนของจิต
เช่นเดียวกับที่ผมเคยยกตัวอย่างบ่อยในห้องนี้นะครับ ว่า
เราคิดว่า เราเป็นเรา
ที่จริง ภาวะที่เรารู้จัก มันเป็นภาพสะท้อนเท่านั้น