“ยุทธศาสตร์การดำรงชีวิตอยู่ใหม่
จากคิดแยกแยะ เป็นสัมผัสบริสุทธิ์”
เคยไปศึกษาธรรมะจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง
ซึ่งท่านสอนดีมากครับ
โดยหลัก โดยทฤษฎีแล้ว คิดว่าถูก 100% นะครับ
ถูกต้องทุกอย่าง
คือท่านสอนเหมือนที่พวกเราส่วนใหญ่ทราบกันดีว่า
ราคะก็ดี
โทสะ
โลภะ
โมหะ
เมื่อปรากฏขึ้น
ให้เรามีสติ กำหนดรู้ว่า ราคะเกิดขึ้นแล้ว
และให้พิจารณาว่า ราคะนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของเรา
ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
โดยหลักทฤษฎีแล้ว
ไม่มีอะไรน่าสงสัยคลางแคลงว่าจะผิด
ผมเชื่อฟังตามนั้นนะครับ
ก็ปฏิบัติตาม
แต่โดยประสบการณ์ส่วนตัวของผมแล้ว
พบว่า หนักขึ้นครับ
เพราะเมื่อราคะ โทสะ โมหะเกิด
ไปดูมันเข้า
มันเลย “จำอารมณ์นั้น” ครับ
จิตของคนธรรมดาทั่วไป
เห็นอะไร มันจะจำอารมณ์นั้นทันที
ดังนั้น ยิ่งจำมันไว้
อีกหน่อยยิ่งหนักขึ้น
พะรุงพะรังขึ้นทุกที ๆ
แทนที่จะเบา โปร่ง สบาย ๆ
ผมติด ตัน ปัญหานี้นานปีมากครับ
นานนับสิบปี เป็นสิบ ๆ ได้ครับ
ไม่ใช่วันสองวัน
กว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ได้
ก็เล่นเอาเหน็ดเหนื่อยและยุ่งยากมากครับ
การคลี่คลายสถานการณ์นั้น
ผมเพิ่งมารู้ด้วยตัวของตัวเองนะครับ
ที่ว่าตัวของตัวเอง
หมายถึงว่าไม่มีใครมาแนะนำอีกนะครับ
ก็คือ
แทนที่จะดูราคะ โทสะ โมหะ
ผมต้องสำรวจ พื้นใจ
ก่อนหน้าที่ราคะ โทสะ โมหะจะปรากฏ
ไว้ให้แนบแน่น ให้เป็นเนื้อเป็นตัวเลยครับ
นั่นคือ
แทนที่จะเอาตัวโทสะ ราคะ โมหะ
แต่ละตัว
ไม่มีนะครับ
ปกติที่เรานั่งอยู่นี้นะครับ
ไม่มีครับ
ผมเชื่ออย่างนั้นนะ
ราคะก็ไม่มีครับ
โทสะก็ไม่มี
ถ้าใครอยากจะด่าผม
ผมยินดีให้ด่า เอาเลยครับ
เรารู้สึกว่าเราไม่อยากด่า
เราไม่อยากมี
แต่เราอาจจะมีโมหะบ้าง
เช่น ลืม ๆ ตัว
เผลอนั่งเข้าไปในความคิด
เป็นโมหะอยู่บ้าง
แต่ในขณะที่เราไม่มีโทสะ โลภะเหล่านี้
เรามักจะไม่เข้าใจครับ
เราก็ปล่อยใจ
คิดนึกไป เล่นไปเรื่อย ๆ
แทนที่จะดูมัน
ทำความแนบแน่น สนิทสนม
ด้วยวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญ
ด้วยความรู้สึกตัวง่าย ๆ
นี่เป็นรากฐานใหญ่มากสำหรับชีวิต
เพราะชีวิตของมนุษย์จะราบรื่นได้
ด้วยสภาวะปกติของกายและใจ
ขณะที่เรานั่งอยู่
ขณะที่เรารู้ตัวเบา ๆ ปลอดโปร่งนี้
คือขณะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการภาวนา
ไม่ใช่ขณะที่เราอยู่ในถ้ำ ในป่า หรือในเขา
และไม่ใช่ขณะที่เรากำลังต่อสู้
เพื่อจะละราคะ ละโทสะ ละโมหะ
แต่ถ้าแม้นว่า
เราคุ้นเคยกับภาวะที่ปราศจาก
ราคะ โทสะ โมหะแล้ว
ครั้นราคะ
หรือความคิดที่มุ่งราคะ โทสะ โมหะปรากฏ
มันจะไม่เอาเองครับ
เราไม่ต้องละ
เราไม่ต้องการมัน
มันไม่น่าจะอยู่กับเรา
ผมพูดอะไรคลาดเคลื่อนหรือเปล่าครับ
เพราะราคะหรือโทสะ
ถ้าเราไม่ต้องการมันจริง ๆ
มันจะอยู่กับเราไม่ได้
คือเราไม่ได้คิดถึงมันเลย
เราไม่ได้จำมันไว้เลย
มันเข้ามาไม่ได้เลย
นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมอยากจะเล่าสู่กันฟังนะครับว่า
ในขณะที่เกิดโทสะ โลภะ โมหะนั้น
อาวุธของเราไม่มีครับ
ถ้าเราเอาความคิดไปปลง
นั่นคือความคิดไปละความคิด
เหมือนว่าเรากำลังเล่นซ่อนหาอะไรกันอยู่
และถ้าเราข่มมันได้
เช่น คิดปลงว่า
มันไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนของเรา
ดูเล่น ๆ เป็นระยะ ๆ
ความจำนั้น
เปรียบเหมือนมือซึ่งเปียกน้ำ
แล้วเราซุกลงไปในทรายแห้ง
จะห้ามไม่ให้ทรายติดขึ้นมานั้น
ไม่ได้ครับ
ความจำของคนทั่วไปนั้น
ยังเปียกชื้นไปด้วยความปรารถนา
คือชอบจำอารมณ์ที่ตัวเองปรารถนา
ไอ้สิ่งที่ไม่ปรารถนา
ก็จำกัน
แต่จำในแง่ลบ
ใครด่าเจ็บ ๆ ก็จำไว้
หรืออะไรที่อร่อย เพลิดเพลิน
ก็จะจำไว้
ฉะนั้น
กระบวนการความจำของเรา
จึงย้อนอดีต
พะวักพะวงแต่อารมณ์ที่เคยลิ้ม เคยลอง
และย้อนมาเป็นความหวาดกลัว
ที่พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่พอใจ