“การเห็นและรู้จักสลัดคืน
อาการยินดี ยินร้าย
การภาวนานั้น คือ ยุทธศาสตร์แห่งการดำรงชีวิตอยู่ใหม่
แทนที่จะคล้อยตามกระแสแห่งความคิดแยกแยะ
เราเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็น สัมผัสบริสุทธิ์
ฐานของมันคือ ความรู้สึกตัว ครับ
เรากระพริบตา
มีความรู้สึกสดประการหนึ่งปรากฏขึ้น
เมื่อหายใจเข้า หายใจออก
เพราะเป็นประสบการณ์จริง
ซึ่งเรามักเรียกว่า ปัจจุบันขณะ
แต่ประเด็นนี้ครับ
เป็นประเด็นฉกาจฉกรรจ์ว่า
การเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง
เนื่องจากเราติดยึดในอารมณ์ รส
จำมันอย่างมั่นคง
ดังที่ผมยกตัวอย่างว่า “ความตาย”
เราไม่น่าจะกลัวตาย
เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ของความตาย
แต่ถ้าใครบางคนคิดว่า
เราอาจจะตายในชาติปางก่อน
และสั่งสมประสบการณ์นั้นไว้
คิดอย่างนี้ก็ดีครับ
แต่ผมจะไม่แล่นเลยไปสู่ประเด็นนั้น
ความกลัวตายที่แท้จริง
เราไม่ได้กลัวตาย
แต่เรากลัว การพลัดพรากจากชีวิต
ซึ่งเราชิมแล้ว
ในชีวิตที่เราดำรงอยู่
เรามีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น
มีกาย มีใจ
สำหรับรับรู้อารมณ์
ดังนั้น เราลิ้มเข้าแล้ว
ตั้งแต่เด็กเป็นต้นมา
เรารู้รสหวาน เปรี้ยว เค็ม มัน อร่อย
ได้ดังใจ ไม่ได้ดังใจ
เราล้วนแล้วแต่เต็มอรรถ
ด้วยความรู้ประเภทนี้
และความรู้สึกอีกประการหนึ่งก็คือ
เรารู้สึกว่า มันยังไม่พอ
อายุไขที่ธรรมชาติให้มานี้
ไม่พอสำหรับเรา
ต่อให้เราอายุ 90 แล้ว
เราก็ยังรู้สึกว่า
ขออีก 10 ปี
50 ปี
หรือตลอดกาลก็ยิ่งดี