แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
สติเป็นสิ่งที่ดี แต่ละเวรไม่ได้ : อาจารย์โกวิท เอนกชัย (เขมานันทะ)
เครื่องมือที่จริงเป็นองค์ประกอบเล็กน้อย เข้าใจมั้ยครับ ผมบอกแล้วว่ากรรมวิธีทุกชนิดเป็นสิ่งชั่วคราว เราเร้าเตือนเพื่อไม่ให้เผลอตัวเท่านั้น แต่อย่าไปสนใจมันเข้า มันไม่ได้สำคัญอะไร
สำหรับบางคนที่สติดีแล้ว ไม่ต้องทำก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ ก็นั่งดูตัวเอง จิตคิดไปก็รู้อยู่ กะพริบอยู่ หายใจเข้าหายใจออกอยู่ หรือความรู้สึกตัวที่ปรากฏอยู่ คือการงานของรูปและนามที่กำลังทำร่วมกันอยู่
กายก็เคลื่อนไหวไปมา ถึงต่อให้เรานั่งนิ่งก็เคลื่อนไหว ต้องหายใจเข้าหายใจออก ท้องก็พองก็ยุบก็ดูเล่น ๆ ไปอย่างนั้น ส่วนจิตก็มีการงานของมันคือคิดนึก มันเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ดังนั้นเราเฝ้าดูเค้าไป เฝ้าดูเค้าไป เมื่อเฝ้าดูอย่างนี้อย่างต่อเนื่อง เน้นคำว่า “ต่อเนื่อง” เพราะถ้าไม่ต่อเนื่องไม่เป็นสมาธิ ถ้าดูเห็นแป๊บเดียวก็เลิก อันนี้เป็นสติ
ผมได้ยินพูดกันมากครับเดี๋ยวนี้เรื่องสติ ทางทีวี ไม่เพียงแต่พระสงฆ์เท่านั้น พวกผู้อำนวยการนี่พูด เน้นเรื่องสติกันมาก แต่ฟัง ๆ ดูมันไม่ใช่สติ แล้วก็บางแห่งพูดว่า เจริญสตินั้นหลุดพ้นได้ ไม่จริงครับ อันนี้ว่าเอาเองครับ
สติไม่ได้ทำหน้าที่ “หลุดพ้น” ตรงกันข้าม สติทำหน้าที่ “ติด” ด้วยซ้ำไป เหมือนที่เค้าบอกว่า เวลาเราโกรธ ก็รู้ตัวว่าโกรธ แต่นั่นก็ติดอยู่ตรงนั้น
มีพุทธภาษิตตรัสว่า “สตินั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่สตินั้นละเวรไม่ได้” เข้าใจมั้ยครับ สตินั้นเปรียบเสมือนทำนบซึ่งกักน้ำไม่ให้ไหลเท่านั้น แต่การที่จะเอาน้ำไปเข้าเรือกสวนไร่นานั้นอีกประเด็นนึง ตัวที่ละจริง ๆ คือ อริยมรรคญาณ ที่จริงคือปัญญา
เมื่อเราปฏิบัติเจริญสติไปเรื่อย ๆ เหมือนเราสะสมน้ำทีละหยด เมื่อสะสมคำว่าสะสมน้ำเราต้องรู้ว่ามีช่วงซึ่งน้ำแห้งด้วย ถ้าเราหยดทีละหยดทิ้งไว้ในโถหรือในแก้วแล้วทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงไม่มีซักหยด จริงมั้ย มันระเหยหมด
ดังนั้นหยดหนึ่งหยด แล้วก็อีกหนึ่ง อีกหนึ่ง น้ำทีละหยดทีละหยดก็จะเกิดเป็นน้ำมีปริมาณที่มากและมีพลังขึ้นมาแล้ว นั่นคือสมาธิ
เมื่อตอนที่เราเจริญสติเราตั้งสติมาที่นี่ กิจของมันคือละความไม่รู้สึกตัวเท่านั้นเอง มันละอย่างอื่นไม่ได้ ต่อเมื่อมันสะสมตัวมันเองมากขึ้นต่อเนื่องขึ้น มันก็แปรเป็นพลังชนิดหนึ่งเรียกว่า “สมาธิ” คือความตั้งมั่น มันทำหน้าที่ละความซัดส่ายของจิต คือหน้าที่และกิจของมันต่างกัน
ทีนี้เมื่อสมาธิพอเพียงมันเกิดเห็นรูปเห็นนาม อันนี้กาย อันนี้จิต อันนี้เป็นรูป อันนี้เป็นนาม อันนี้ปัญญาเกิดแล้ว หรือเห็นความคิดคิดนึกไป นี่ก็เห็น เห็นสภาพซึ่งไม่ได้คิด สภาพถ้วน ๆ อย่างนี้เรียกว่ามีพลังของสมาธิพอเพียง ปัญญาก็เกิด
เมื่อปัญญาพอเพียงก็ชื่อว่าบรรลุถึง “สัมมาทิฏฐิ” ผมได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งแล้วว่า สัมมาทิฏฐิ เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการนั่งฟังเฉย ๆ เรียนจากตำรา
องค์ประกอบของสัมมาทิฏฐินั้น คือ
๑ ได้ยินผู้อื่นอธิบายขึ้น ภาษาพระเรียก “ปรโตโฆสะ” คือผู้อื่นโฆษณาขึ้น
องค์ที่ ๒ นี่สำคัญมากก็คือ “โยนิโสมนสิการ” ที่จริงโยนิโสมนสิการคือสติ คือได้ยินแต่ว่าตัวเองมีสติด้วย
ถ้าสติอ่อนแม้สิ่งนั้นจะพูดเรื่องสัมมาทิฏฐิ แต่คนนั้นก็ไม่ได้เข้าถึงสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่ว่าเราจำได้ว่ามีความกตัญญูรู้คุณคน เชื่อว่าพระอรหันต์มีจริง เชื่อว่าทานมีผล แล้วนั่นคือสัมมาทิฏฐิ นั่นไม่ใช่ครับ อันนั้นเป็นทฤษฎีเท่านั้น
สมมุติว่าเราเรียนรู้เรื่องอริยสัจ ทุกข์ มีเหตุตรงนั้น นิโรธ มรรค อย่างนั้น ๆ และชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐินั้นเป็นชื่อของการหยั่งเข้าไปถึงธรรมะ การเข้าถึงกระแสนั่นแหละจึงจะเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคล
อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “ทิฏฐิสัมปัณโณ” คือทิฏฐิที่สมบูรณ์ มีทัศนะที่สมบูรณ์ หมายถึงพระโสดาบัน
ดังนั้นผมบอกไม่จำเป็นเลยที่ต้องเรียนอะไรมากมาย ที่จริงพระปริยัติทั้งหมดเพียงปลุกเร้าศรัทธาของเราให้ปฏิบัติ ฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติมากแล้ว สิ่งที่ได้ยินได้ฟังก็จะเด่นชัดขึ้น