แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
เรารู้ชัดแล้วว่าเมื่อกี้เราเผลอ แล้วเอาตัวที่เป็นจริงขึ้นมาเป็นตัวตั้ง
แล้วพออะไรเกิดขึ้น จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม จะเป็นปิติก็ตาม อย่าไปสนใจ
คนทั่วไปมักจะไม่ได้รับการอบรมที่ชัดเจน มันอยากได้อยู่แล้ว
ปิติเนี่ย คล้าย ๆ กะลิ้มกะเหลี่ยอยากได้
พอนั่ง ๆ เกิดปิติขึ้น มันคว้าหมับ
จริงครับ คว้าหมับ เพราะมันอยากได้อยู่แล้ว
ทีนี้ผมก็ไปเรียนกรรมฐานกับอาจารย์คนหนึ่ง ผมงงมาก ๆ
ท่านบอก สุขก็อย่าเอานะ อะไรเกิดก็ให้ทิ้งให้หมด
ผมงงมาก ๆ อยากได้ความสงบ
ท่านบอก ความสงบเกิด ทิ้งเลยนะ
ไม่เข้าใจครับทีแรก
เอ๊ะ เราปฏิบัติเพื่อความสงบ แล้วบอกให้ทิ้ง แล้วจะได้อะไรล่ะทีนี้
เหมือนหลาย ๆ คนสงสัย ปฏิบัติแล้วจะได้อะไร
ถ้าผมบอกแล้ว ก็คือ ปฏิบัติแล้วไม่ได้อะไร
คือเราปฏิบัติเพื่อไม่ต้องการอะไรเลย จริงไหม
เราต้องการละความต้องการในสิ่งทั้งปวง
ทีนี้เราอยากได้อยู่แล้ว ปิติเนี่ย
มีอยู่หนหนึ่ง ผมสำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์ จะเล่าให้ฟังนะ ขำดี
คือความที่เข้าใจผิดอยู่เป็นพื้นว่า พระอรหันต์ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนั้น
มันเข้าใจเอาเองนะ
ทีนี้ผมก็ไปปฏิบัติ วันหนึ่งมันเกิดขึ้นมา
มันสะอึกขึ้นมาคล้าย ๆ ลมหายใจจะสิ้น สองสามครั้ง
แล้วผมล้มทั้งยืน ล้มลง พอดีตรงนั้นมีเก้าอี้ผ้าใบ
ผมล้มตึงลงไป
พอลุกขึ้นมา ตัวอ่อนหมดเลย นุ่มเหมือนไม่มีกระดูก
โอ้โฮ มันสบาย ห้องนี้มันสว่าง
พอดีเด็กเขาเอามะละกอเชื่อมมาให้
ผมก็ตัก แล้วพอแตะที่ลิ้น หวานเจี๊ยบ แล้วขาด
ผมสงสัย เอ๊ะ เราบรรลุธรรมแล้วเนี่ย
เพราะมันขาดต่อหน้าต่อตา
จริง ๆ ผมไม่ได้หลอก
คือมันหวานเจี๊ยบแล้วขาดวับไป
คล้าย ๆ มันอยากได้อยู่แล้ว มันเป็นตัวเราต้องการอยู่แล้ว
ไปสร้างความรู้ล่วงหน้านี่อันตรายมาก
ผมก็ตอนนั้นเป็นนักบวชด้วย ก็เอาบาตรไปล้าง
ตอนเดินเนี่ย เหมือนลอยไป รู้สึกสบายมาก
มันอิ่มเอิบ มันหลอกผม
เดินไปถึงลำธาร พอเท้าเหยียบก้อนหินก้อนหนึ่ง
มันรู้ล่วงหน้าทันทีว่าก้อนหินจะพลิก
ผมเห็นอย่างนั้น ทำไมมันเกิดญาณล่วงหน้า
คือมันคล้าย ๆ ไปเรียนมา
เรียนมา มันก็หลอกตัวมันเอง
พอเอาบาตรวาง บาตรมันลื่น มันจะไหลมา
มันรู้ มันรับ
โอ้โฮ ผมคิดว่า น่าดูละเรา
ทีนี้พอออกพรรษา ผมก็ไปหาอาจารย์ที่สอนกรรมฐาน
พอท่านเห็นหน้าผม ท่านโวยวายครับ
ผมนึกในใจว่า อาจารย์คงไม่รู้จักผม
คือมันไม่รู้จักตัวเองนะ
ท่านพูดอะไรก็ไม่รู้ จนกระทั่งผมยั๊วะ
แล้วมันยังไม่รู้จักว่าเนี่ยโมโห
แล้วยังคิดว่าเป็นพระอรหันต์อยู่อีก
พระอรหันต์ขี้โมโห
เอ๊ะ ผมนึกในใจว่า อาจารย์คงไม่เข้าใจอะไรเลย
ผมก็เลยหนีเลย หายไปเดือนเศษ
พออีกเดือน ภาวะนี้มันหายไป
มันกลับทุกข์อีกแล้ว
ค่อย ๆ นึกถึงคำของท่านได้
เออ จริง ๆ ถ้าท่านไม่ทำให้ผมโกรธตอนนั้น ผมคงไม่รู้จักมัน
คืออะไรที่เราเรียนรู้ล่วงหน้า
เช่น รู้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้สงบสันติ สิ้นเวร ไม่ริษยา
สิ่งเหล่านี้ที่ผมเรียกว่าเป็นโปรแกรม
เราถูกโปรแกรมไว้ในหัว
เพราะว่าเรื่องในธรรมบทมีอยู่เรื่องหนึ่ง
ลูกศิษย์กับอาจารย์เขาไปปฏิบัติในป่า
อาจารย์นั้นถึงที่สุดแล้ว ลูกศิษย์ยังไม่รู้อะไร
ด้วยความที่อาจารย์ไม่ฉลาดในการสอน
แต่ท่านฉลาดในการแก้อารมณ์
ดังนั้นพอลูกศิษย์เดินไป เดินมา
พอเดินจงกรมไปสุดทางด้านโน้น เป็นโสดา
หันกลับมาเป็นสกิทา
คือมันคิดเอาเองครับ
พอเลี้ยวไปทางโน้นเป็นอนาคา
พอมาอีกทีเป็นพระอรหันต์
อาจารย์ก็ยืนรอ
พอเป็นพระอรหันต์ อาจารย์ก็ตบเปรี้ยงเข้า
พอรู้สึกตัว เอ๊ะ นี่คิดเอาเท่านั้นเอง
ดังนั้นเราไม่ต้องคิดเลย
ไม่ต้องคำนึงว่าเราเป็นอะไรทั้งนั้น
เราเพียงปฏิบัติธรรมะให้มันรู้เนื้อรู้ตัวเท่านี้
ให้มันพอรู้ พอเห็น พอเข้าใจ
แล้วก็อย่าเลี่ยงหลบจากการเป็นคนธรรมดาสามัญ
เราไม่ใช่ผู้วิเศษ
ผมจะชี้แจงนะว่า ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดูนั้น
ผู้ที่เห็นพระเจ้า เขาจะเรียกเติมสร้อยนามท้ายว่า “เทพ”
คุรุเทพ คือเป็นเทวดา
เขาปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความเป็นเทพ เป็นเทวดา
แต่ในพุทธศาสนาเรา ผู้รู้ธรรมคือคนธรรมดา
เราใช้สร้อยนามว่า “อริยบุคคล”
คือยังเป็นคนธรรมดาเนี่ย แต่เป็นอริยะ
คือห่างไกลจากกิเลส
ถ้าเป็นพวกฮินดูพราหมณ์ เขาเป็นเทวา เป็นเทวดา
เพราะเขาเอาระดับฌานเป็นเครื่องวัด
แต่ในพุทธศาสนาเราใช้คำว่า
อย่างคนธรรมดาเรียก ปุถุชน
ชนเป็นพหูพจน์ คือคนจำนวนมาก
และถ้าเป็นเอกพจน์เรียก ปุถุบุคคล
ทีนี้จากปุถุบุคคล กลายเป็นอริยบุคคล
คือยังเป็นคนนี่แหละ
แต่ถ้าฮินดูหรือพราหมณ์
เขามีคุรุ อะไรที่เป็นสวามีเขา
เข้าถึงพระเจ้าอะไรเนี่ย
ลูกศิษย์จะไม่มองเห็นว่าเป็นคน
เห็นว่านี่เป็นเทพ เป็นเทวดา
ซึ่งเขาต้องเชื่อและเกรงกลัวมาก
ในพุทธศาสนาเราไม่ได้สอนอย่างนั้น
ดังนั้นเราไม่ต้องปฏิเสธความเป็นบุคคลสามัญ
ผมอยากจะพูดอย่างนี้ว่า
พระพุทธเจ้าก็ดี โจรก็ดี ที่จริงเป็นคนเท่ากัน
อย่างโจรที่ชื่อองคุลีมาร
แต่ว่าโจรองคุลีมารยังไม่รู้จักตัวเองถึงที่สุด
คือยังไม่เข้าใจธรรมะ
ส่วนพระพุทธเจ้านั้น ท่านรู้จัก
เมื่อองคุลีมารเข้าใจ องคุลีมารก็ไม่แตกต่างจากพระพุทธเจ้า
คือเป็นผู้รู้เท่ากัน
แต่พระพุทธเจ้ามีความฉลาด ความสามารถ
มีบารมีด้านอื่นมาก
ฉลาดในการสอน ฉลาดในการแยกแยะแจกแจง
แต่ว่าผลนั้นเท่ากัน
ทีนี้ที่มากไปกว่านั้น
พระพุทธเจ้ากับปุถุชน ที่จริงเหมือนกันทุกประการ
คือมีธรรมชาติเสมอเหมือนกัน
แต่ปุถุชนนั้นไม่เข้าถึง
ส่วนพระพุทธเจ้านั้นเข้าถึง
ข้อต่างก็มีอย่างนี้
ดังนั้นพระพุทธเจ้าเองตรัสว่า
ตราบใดที่เราและเธอยังไม่รู้แจ้งอริยสัจ
เราและเธอยังวนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสาร
คือท่านไม่คิดว่าท่านพิเศษกว่าคนอื่น
เวลามีกามราคะเกิด ท่านก็สารภาพ
ผมคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่สัตย์ซื่อที่สุด
เป็นศาสดาที่สัตย์ซื่อกับเพื่อนมนุษย์ที่สุด
คือไม่อ้างตัวเป็นเทวดา
ไม่อ้างว่าฟ้าดินส่งมา
ท่านไม่พูดอย่างนั้น
เวลาท่านปฏิบัติเป็นภิกษุ เป็นนักบวชหนุ่มอยู่
ท่านมีกามราคะลุกลาม
ท่านก็บอกเล่าให้พระฟังว่า
ท่านติดกามราคะแล้ว หมุนไปไม่ได้
จิตไม่เคยบรรลุสมาธิ
ท่านก็เล่าตามเป็นจริง
ท่านกลัวผี
ท่านก็เล่าให้ภิกษุฟัง
ถ้าเป็นเทวดาก็ต้องไม่กลัวสินะ
ไปดูอย่างพระเยซูก็ดี
เป็นโอรสสวรรค์ เป็นพระบุตรของพระยะโฮวา
ราวกับว่าเป็นสิ่งสำเร็จมาแล้วตั้งแต่คลอด
ดังนั้นพวกคริสต์ที่นับถือพระเยซู
แบบแตะต้องไม่ได้
ใครไปอ้างว่าเขาเป็นพระเยซู เดี๋ยวถูกตรึง
อย่างพระเยซูนี่
เขาถือว่าตั้งแต่ออกจากท้องแม่มา
เลยเป็นองค์พระเจ้าตั้งแต่แรกเกิด
จนวันสุดท้าย
แต่พระพุทธเจ้าเราไม่ใช่อย่างนั้น
ท่อนต้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
เจ้าชายสิทธัตถะก็คือปุถุชน
ก็เต็มไปด้วยความโลภ ความหลง
เหมือนกับทุก ๆ คน
แต่ว่าท่านมีแนวโน้มเอียงที่ดี
คือสั่งสมบารมีไว้มาก
ฉลาด เมตตา
แต่ก็ยังเป็นปุถุชน
ผมเคยอธิบายละเอียดแล้วใช่ไหมครับว่า
ที่ใต้ต้นโพธิ์ ท่านเปลี่ยนชีวิตไป
ตลอดชีวิตทางกายก็สืบเนื่องกัน
ดังนั้นถ้าเราไปดูในพระสูตร
พระพุทธเจ้าท่านตอนเสด็จไปดับขันธ์ที่กุสินารา
ท่านหิวน้ำ
ท่านสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำ
พระอานนท์บอกว่า เกวียนเพิ่งผ่านไป น้ำมันขุ่น
ท่านพูดว่า ท่านหิวจนทนไม่ไหวแล้ว
ท่านก็เป็นคนธรรมดา
แต่ท่านไม่มีกิเลส
ทีนี้บางคนเข้าใจว่า พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์มีเดช
ตอนปรินิพพาน ทำไมท่านไม่เหาะไป
จะมาถ่อสังขาร
ที่จริงเรื่องนั้นขัดกันเองเป็นบ้าเป็นหลัง
เข้าใจไหมครับ